วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

ผักเบี้ยใหญ่ ใครว่าเป็นแค่วัชพืช

 ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณผักพื้นบ้านของไทยที่ใช้ประโยชน์ได้มากมาย ใครมองว่าเป็นแค่วัชพืชขึ้นอยู่ริมทางคงต้องเสียดายแน่ ๆ 

          อยากผิวนุ่ม ชุ่มชื้น หน้าตึง ไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์แต่ประการใด เพราะมีงานวิจัยพบว่าผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทยที่ชื่อว่า "ผักเบี้ยใหญ่" ช่วยบำรุงผิวพรรณและรักษาพร้อมป้องกันได้อีกสารพัดโรค แต่หลายคนไม่รู้ว่าผักเบี้ยใหญ่ที่ดูคล้ายกับวัชพืชขึ้นตามพื้นดินมีดีขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาไปรู้จักสรรพคุณของผักพื้นบ้านชนิดนี้กันแล้ว
ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อนี้รู้จักดีหรือยัง ?

          ผักเบี้ยใหญ่ ภาษาอังกฤษ คือ โพสเลน (Purslane) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portulaca oleracea  Linn. ชื่อสามัญ คือ Pigweed Purslane จัดอยู่ในวงศ์ PORTULACACEAE ถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับคุณนายตื่นสาย พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย และยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อตามแต่ละพื้นที่ เช่น ผักเบี้ยดอกเหลือง, ผักตาโค้ง,ผักอีหลู, ตะก้ง, แดงสวรรค์ เป็นต้น 

ผักเบี้ยใหญ่

ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์

          ลำต้น : เป็นพืชล้มลุกลำต้นเตี้ย อวบน้ำ เลื้อยทอดไปตามดิน มีสีเขียวหรือม่วงแดง ปลายตั้งชูขึ้นแผ่เป็นผืนใหญ่สูงราว ๆ 5-10 เซนติเมตร

          ใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงกลาง มีลักษณะรูปไข่กลับ หรือคล้ายลิ้น ปลายมน โคนเรียวเล็ก ใบหนาเป็นมัน สีเขียว

          ดอก : มีทั้งดอกเดี่ยว หรืออาจออกเป็นช่อแต่ไม่มีก้านดอก ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองสดก้านสั้น มีขนหรือเยื่อบาง ๆ รอบที่โคนดอก

          ผล : มีลักษณะกลมรี เมื่อสุกจะมีสีเหลืองเข้ม เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาล

          เมล็ด : มีลักษณะกลมหรือรูปไตสีดำเป็นเงา มีจำนวนมาก 

          ทั้งนี้ ผักเบี้ยใหญ่ขึ้นง่ายตามธรรมชาติ มักพบตามซอกหินซอกกำแพง พื้นดิน
  
ผักเบี้ยใหญ่ ใครว่าเป็นแค่วัชพืช

คุณค่าทางอาหารของผักเบี้ยใหญ่

          จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า ส่วนยอดอ่อนของผักเบี้ยใหญ่ในปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหารดังนี้

          - พลังงาน 37 กิโลแคลอรี
          - โปรตีน 2.2 กรัม
          - ไขมัน 0.3 กรัม
          - คอเลสเตอรอล 7.9 กรัม
          - แคลเซียม 115 มิลลิกรัม
          - ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม
          - เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม
          - วิตามินเอ 2,200 IU
          - วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม
          - วิตามินบี 2 0.14 มิลลิกรัม
          - ไนอะซิน 0.8 มิลลิกรัม
          - วิตามินซี 21 มิลลิกรัม


          ทั้งนี้คนนิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเบี้ยใหญ่มาทานเป็นผักสด ต้ม ลวก หรือทำเป็นผักสลัด ใส่ในไข่เจียว บ้างก็จิ้มกับน้ำพริก ทำน้ำบูดู หรือทำแกงส้ม เพราะมีรสชาติออกเปรี้ยว

ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณไม่ใช่น้อย ๆ

          นอกจากสารอาหารที่กล่าวมาแล้ว ผักเบี้ยใหญ่ ยังมีแร่ธาตุอีกมากมาย จึงมีสรรพคุณในการรักษาอาการต่าง ๆ ได้ดี ลองไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง

          ผักเบี้ยใหญ่มีคุณสมบัติในการป้องกันแสง และยังทำให้ใบหน้าผุดผ่อง ชุ่มชื้น รวมทั้งแก้แพ้ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หน้าเต่งตึงไม่ต้องฉีดโบท็อกซ์ พ่วงด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นในต่างประเทศจึงนำสารสกัดจากผักเบี้ยไปผสมในเครื่องสำอางสำหรับผิวที่แพ้ง่าย บอบบาง เพราะมีความปลอดภัยมากกว่า  

รักษาอาการทางผิวหนัง

          ผักเบี้ยใหญ่มีสรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังต่าง ๆ  

ช่วยบำรุงสมอง

          เชื่อไหมว่าผักเบี้ยใหญ่มีโอเมก้า 3 สูงมากกว่าน้ำมันปลาเสียอีก ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ

ผักเบี้ยใหญ่

ลดคอเลสเตอรล ป้องกันโรคหัวใจ

          นอกจากผักเบี้ยใหญ่จะมีโอเมก้า 3 สูงแล้วก็ยังมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ ดังนั้นจึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย ทานแล้วช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่เป็นไขมันตัวร้าย

แก้ท้องผูก รักษาริดสีดวง

          ผักเบี้ยใหญ่มีเส้นใยอาหารสูงมาก อีกทั้งยังมีความเป็นเมือกลื่น เมื่อทานแล้วจะทำให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น

แก้หวัด แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน
          คนที่เป็นหวัดหรือมีเลือดออกตามไรฟันมักขาดวิตามินซี ซึ่งส่วนลำต้นของผักเบี้ยใหญ่มีวิตามินซีสูงมาก การทานผักเบี้ยใหญ่จึงช่วยป้องกันรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจากการเป็นหวัด รวมทั้งรักษาอาการเหงือกบวม เลือดออกตามไรฟันได้ชะงัด 

          วิธีใช้คือ นำผักเบี้ยใหญ่ส่วนเหนือดิน (สด) 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกคั้นเอาน้ำ กรองเอากากทิ้ง ผสมน้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ จิบกินแก้หวัด ระงับอาการไอ

          นอกจากนี้ ผักเบี้ยใหญ่ ยังช่วยแก้ร้อนใน แก้ตัวร้อน แก้ไข้ในเด็ก รักษาโรคภูมิแพ้ บำรุงไขข้อ ทำให้ดวงตาไม่แห้ง แก้บิด ลำไส้อักเสบ แก้ท้องร่วง อีกทั้งมีสิทธิบัตรในการต้านโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเตานม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ ขณะที่ในต่างประเทศก็ยังนำผักเบี้ยใหญ่ไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ เช่นกัน

ผักเบี้ยใหญ่

สรรพคุณผักเบี้ยใหญ่ตามตำรับยา

          - ใบ : แก้ไอแห้ง แก้ขัดเบา เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ ตำพอกหรือทาแก้แผลอักเสบบวม แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวงทวารปวดบวม  

          - ทั้งต้น : แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้แผลเน่าเปื่อยเป็นหนองเรื้อรัง แก้เหงือกบวม แก้เจ็บคอ เลือดออกตามไรฟัน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยห้ามเลือด

          - เมล็ด : ใช้ขับพยาธิ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะได้

          - น้ำคั้นของต้น : นำมาทาแก้แผลแมลงกัดต่อย หรือนำมาดื่มแก้หนองใน ปัสสาวะขัด 

วิธีและขนาดที่ใช้

          ใช้ต้นแห้งหนัก 10-15 กรัม (ต้นสดหนัก 60-120 กรัม) ต้มเอาน้ำ หรือคั้นเอาน้ำกิน ใช้ภายนอก ผิงไฟให้แห้งลบดเป็นผงผสมน้ำทา หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

ข้อควรระวัง 

          - สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน 
          - ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังในการใช้ เพราะใบสดของผักเบี้ยใหญ่มีกรดออกซาลิกสูง อีกทั้งยังมีปริมาณโพแทสเซียมสูง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน
          - คนธาตุอ่อนท้องเสียง่ายไม่ควรรับประทาน 

          ผักพื้นบ้านและสมุนไพรของไทย ๆ นี่ล่ะเป็นยาขนานเอกที่คนโบร่ำโบราณนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย แม้ว่าสมัยนี้คนเจ็บไข้ได้ป่วยจะหันไปพึ่งยาแผนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีการนำสมุนไพรไทยมาร่วมใช้บำบัดรักษาอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือ "ผักเบี้ยใหญ่" ของดีใกล้ตัวที่หาได้ไม่ยากเลย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน, คมชัดลึก
ไทยเกษตรศาสตร์
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์
กรมส่งเสริมการเกษตร
อภัยภูเบศร

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

ความลับของยาคูลท์

ยาคูลท์ ชื่อนี้เราคงได้ยินจนคุ้นหูสำหรับบางคนนั้นเกิดมาก็เจอยาคูลท์แล้ว แต่…..จะมีสักกี่คนที่รู้จักประโยชน์ของมัน วันนี้เราเลยอยากนำเสนอเกร็ดเล็กๆที่เกี่ยวกับยาคูลท์มาฝากกันค่ะ พิเศษ!! แถมท้ายกับเรื่องลับๆที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับยาคูลท์ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าค่ะ

ยาคูลท์ เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์นับพันล้านตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้มาจากการหมักนมกับน้ำตาลกลูโคส โดยใช้จุลินทรีย์ชิโรต้า ยาคูลท์ไม่ใช่เป็นเพียงนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต แต่เป็น “โพรไบโอติก (Probiotics)” หรืออาหารเสริมที่มีแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จุลินทรีย์ชิโรต้า หรือ แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ ชิโรต้า ได้ถูกคัดเลือกมาโดยเฉพาะ เพราะมีความสามารถทนต่อสภาวะความเป็นกรดที่รุนแรงในกระเพาะอาหารของคนเรา และทนต่อความเป็นด่างที่รุนแรงของน้ำดี สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในลำไส้ และให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเราได้

12 เรื่องลับของยาคูลท์..ที่คุณ(อาจ)ไม่เคยรู้!!

1. ชื่อเป็น ยา!!! ยาคูลท์เป็นนมเปรี้ยวสัญชาติญี่ปุ่น 1000% แปลกตรงที่ชื่อไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นทั้งที่ประเทศนี้ชาตินิยมจัดมาก YAKULT เป็นภาษา Esperanto (ภาษาประดิษฐ์ของหมอรัสเซีย) มาจากคำว่า “Jahurto” มีความหมายเท่ากับ “yoghurt” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “การมีอายุยืนยาววววววว”!!!
2. ยาคูลท์เคยขวดแก้ว  ตั้งแต่ปี 1935 …“ยาคูลท์” เคยใช้ขวดแก้วใสกริ้งมาตลอดๆ สรีระของขวดมีแรงบันดาลใจจาก “ Kokeishi” ตุ๊กตาโบราณจนกระทั่งปี 1968 ปรับเปลี่ยนมาใช้ขวดพลาสติกแบบที่เราเห็น ๆ ในปัจจุปันเพราะ “ต้นทุนถูกกว่า” และ “น้ำหนักเบากว่า” ขวดแก้ว-รวมกันหลายขวดก็หลายกิโลทำให้สาวยาคูลท์ในยุคใหม่ไม่ต้องแบกขวดแก้วหนักเกินเหมือนในอดีต!
3. ถามสาวยาคูลท์…ดูสิคะ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อยาคูลท์ในอดีตเป็นแม่บ้าน การมีคนส่งยาคูลท์เป็นผู้หญิงและแนะนำเรื่องสุขภาพให้ผู้หญิงด้วยกันฟังจะทำ ให้รู้สึกสนิทใจกันมากกว่า ประหนึ่งรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงนั่งเม้าส์ม้อยส์ เพราะฉะนั้น “สาวยาคูลท์” จึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1963!!
4. ตั้งแถว – ตบมือ – สู้โว้ย!! บริษัทยาคูลท์ประเทศญี่ปุ่นมีธรรมเนียมแสนเก๋จนต้องยกนิ้วให้ เพราะพนักงานในบริษัทยาคูลท์ และ พี่ๆ ร.ป.ภ.จะตั้งแถวตบมือทุกครั้ง เมื่อสาวยาคูลท์ญี่ปุ่นออกไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ-สู้ โว้ย!!!!
5. อหิวาตกโรค จุดพลิกยาคูลท์ไทย จุดที่พลิกผันจริง ๆ คือ…เมื่อปี 2515 เกิดอหิวาตกโรคระบาดแถวปากน้ำ จ.สมุทรปราการ บริษัทยาคูลท์ไทยนำยาคูลท์เพื่อเยียวยาอาการผู้ป่วย ซึ่งตอนนั้นมีที่อาการหนักอยู่ 3 คน ซึ่งถ้าผู้ป่วยจะใช้ยาคูลท์แทนยาจะต้องหยุดดื่มยาทั้งหมด และต้องดื่มยาคูลท์ต่างน้ำ
ปรากฏว่าสามชั่วโมงผ่านไป….
คนไข้ที่ดื่มยาคูลท์หยุดถ่าย และกลายเป็นกระแส Talk Of The town ณ.บัดNow!!
6. ยาคูลท์ไทยมีไซส์เดียว??? ยาคูลท์รอบโลกมีไซส์ที่แตกต่างกัน เช่นขวดไซส์ 100 มล. เห็นดาดดื่นที่ สิงค์โปร์ ไต้หวัน และจีน แต่ที่นี่ประเทศไทย มีไซส์เดียวตลอดกาลนั่นคือ 80 มล. และขนาดนี้ก็มีขายเฉพาะ เกาหลี มาเลเซีย และอเมริกาเท่านั้น เพราะไซส์นี้มีจุลินทรีย์แลคโตบัลซิลัสมากกว่า 8,000 ล้านตัว
เชื่อว่าเพียงพอสำหรับการสร้างสมดุลภายในลำไส้เหมาะกับคนไทย
และที่สำคัญ….ถ้ากระซวกมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียขี้แตกขี้แตนไม่รู้ตัว!!
7. คอคอด…บอกอะไร!! แค่เห็นเงาก็รู้แล้วว่าเป็นยาคูลท์!!! เพราะขวดนมเปรี้ยวยี่ห้อนี้ดีไซน์ขวดเป็นเอกลักษณ์สุดๆ โดยเฉพาะ “คอคอด” ซึ่งเชื่อว่าให้ถือสะดวกและลิ้มรสช้าๆ จะได้ไม่ดื่มทีเดียวหมด!!
8. ยาคูลท์สูตรจุลินทรีย์ทะลัก! Yakult 400LT คือสูตรเด็ดสำหรับคนรักจะถ่าย (อึ) ให้คล่อง เพราะยาคูลท์ขวดนี้ลดความหวาน ลดแคลอรีหลายเท่าตัว แต่เพิ่มแลคโตบัลซิลัสตระกูล Shirota เกือบ 400,000 ล้านตัวต่อขวด!! จากไซส์ปกติมีเพียง 6.5 พันล้านหรือให้เต็มที่ก็แค่ 3 แสนล้านตัวเท่านั้น!!!!
9. อุณหภูมิที่ยาคูลท์ลั้ลลา!!! เลือกซื้อยาคูลท์จากตู้แช่ที่เก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เพราะดีกรีหนาวเยี่ยงนี้จะทำให้ได้จุลินทรีย์ลั้ลลาและพร้อมจะทำงานให้เรา ได้เต็มทีคะ
10. ว้าว….เครื่องสำอางยาคูลท์!!!! กาลครั้งหนึ่ง ณ. 1971… ยาคูลท์นึกเปรี้ยวอยากให้ผู้หญิงญี่ปุ่นงามหมดจรดปลายเท้า สกัดแบคทีเรียพันธุ์ดีอย่างแลคโตบัลซิลัสเป็นเครื่องสำอางครบทุก LINE มีสาวยาคูลท์เคาะประตูขายตรงถึงหน้าบ้านจนกระทั่งขายในซาลอนอย่างเอิกเกริก
หลังจากนั้นอีก 10 ปี…เครื่องสำอางสายพันธุ์ยาคูลท์ต้องโบกมือลาหนังหน้าสาวๆ เพราะผู้บริหารอยากจะ FOCUS เฉพาะนมเปรี้ยว-ไม่อยากให้เลอะเทอะไปกว่านี้!!!
11. ขวดนี้สตรีขอจอง!! แม้ยาคูลท์ไทยแลนด์ ( หรือเกือบทั่วโลก) จะมีรสชาติสุดคลาสสิคชูโรง ซึ่งบางครั้งสาวกยาคูทล์แอบเซ็งเพราะอยากลองจิบ&ลิ้มรสชาติใหม่ๆ บ้าง แต่สำหรับประเทศต้นตำรับอย่างญี่ปุ่นก็ขยันออกสูตรใหม่ให้เปิดซิงตลอด อย่างเช่น “Yakult SHEs” เจาะกลุ่มสตรีรักสวยรักงามเป็นการเฉพาะ เพราะนมเปรี้ยวสูตรนี้อัดแน่นด้วยแคลเซียม ,เหล็ก และที่สำคัญคือคอลาเจน!!
12. ยาคูลท์กำจัดกลิ่นหอยเปรี้ยว??? ความเชื่อที่ว่า ดื่มยาคูลท์แล้ว ช่วยกำจัดกลิ่นจากจุดซ่อนเร้น เนื่องจากเชื่อกันว่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ชื่อว่า “แลคโตบาซิลัส” ในยาคูลท์เข้าไปทำลายเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวการในการสร้างกลิ่นเหม็นให้กับหุบเขาเร้นรักของคุณเพื่อนสาวทั้ง หลายได้ ขอบอกตรงนี้ดังๆ ชัดๆ ว่า…. “มันไม่เป็นความจริงคะ” !!!

กล้วย ที่ไม่กล้วยอย่างที่คิด

13 ประโยชน์จากกล้วย ที่ไม่กล้วยอย่างที่คิด ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบของถูกแต่ดี หาซื้อง่าย กล้วยนี่ล่ะคือคำตอบ เพราะผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยคุณประโยชน์แบบที่คุณขาดไม่ถึง!!

1. ลดอาการเสียวท้อง กล้วยเป็นยาลดกรดโดยธรรมชาติอยู่แล้วเวลาท้องอืดถ้าได้ทานกล้วยสัก 2-3 ลูก ไม่นานคุณจะรู้สึกสบายขึ้น วิธีนี้เหมาะจะเอาไว้ใช้เวลาเดินทางไกลๆ ที่หาร้านขายยายากด้วยค่ะ
2. ตื่นเช้าอย่างสดใส คนที่มักตื่นขึ้นมาพร้อมอาการมึนหัว หงุดหงิด ใจสั่น นั่นเป็นเพราะหลายชั่วโมงที่นอนหลับ น้ำตาลในเลือดของเราลดต่ำลง แต่เรื่องแค่นี้กล้วยช่วยได้ น้ำตาลฟรุตโตสในกล้วยเป็นกรดโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ช่วยให้อาการมึนหัวและอารมณ์แย่ๆ หายเร็วทันใจ
3. ปกป้องลำไส้ ช่วงไหนรู้สึกว่าโรคกระเพาะกำลังเล่นงาน อย่าลืมเพิ่มกล้วยเข้าไปในเมนูอาหารทุกมื้อค่ะ นอกจากจะทานง่าย ไม่ต้องยุ่งยากเวลาย่อยแล้ว กล้วยยังมีสารบางอย่างคล้ายนมที่จะเข้าไปเคลือบกระเพาะของเรา แผลในลำไส้ซึ่งเป็นตัวการเกิดโรคกระเพาะจะได้สมานตัว
4. หยุดโรคโลหิตจาง กล้วยเป็นยาดีที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนที่กำลังเป็นโรคโลหิตจาง เพราะมันมีธาตุเหล็กจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด โลหิตจางๆ ของคุณจะได้กลับสู่สภาวะเข้มข้นปกติ เลิกหน้ามืดเป็นลมกันเสียที
5. ป้องกันความดันโลหิต องค์การอาหารและยาของอเมริกาเลือกให้กล้วยเป็นอาหารที่ดีที่สุดในการฟื้นฟู และป้องกันโรคความดันโลหิต เพราะมันมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก แต่มีปริมาณเกลือต่ำ เพอร์เฟ็คท์สำหรับร่างกายของคนเป็นความดันสุดๆ
6. เลิกบุหรี่ต้องกินกล้วย คนที่ประสบการณ์เลิกบุหรี่มาแล้ว คงรู้ดีว่าความรู้สึกในตอนนั้นมันทรมานขนาดไหน แต่ถ้าได้กินกล้วยเป็นประจำความทรมานนี้จะลดลง เนื่องจากในกล้วยมีวิตามินซี เอ บี 6 บี 12 โพแทสเซียม และแมกนีเซียมสูงปรี๊ด สารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว คุณจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจนไม่ค่อยจะโหยหานิโคตินเท่าไร
7. เรียนเก่งเพราะกินกล้วย โพแทสเซียมในกล้วยช่วยเพิ่มกำลังสมองให้เราได้ ถ้าวัยรุ่นที่ต้องท่องหนังสือเป็นประจำกินกล้วยเป็นอาหารเสริมทุกมื้อ คแนนสอบของคุณจะพุ่งฉิวเดินยืดโชว์พาวได้ทั้งโรงเรียนเลย เรื่องนี้ผลวิจัยเขายืนยันมาจ้า
8. ลดอาการซึมเศร้า โรคนี้ใครที่เคยเป็ฯจะรู้สึกว่าทรมานมาก แต่จากการสำรวจพบว่าความรู้สึกซึมเศร้าจะลดลงหลังจากได้กินกล้วย เพราะร่างกายได้รับโปรตีน trypotophan ที่จะถูกเปลี่ยนให้เป็นสารแห่งความสุขที่ชื่อเซโรโทนิน รู้อย่างนี้แล้วคนที่อยากอารมณ์ดีตลอดเวลาคงต้องเพิ่มกล้วยเจ้าไปในเมนูอาหารประจำวันแล้วละ
9. ลดอาการเมาค้าง ในกรณีที่คุณเป็นผีเสื้อราตรี ชอบออกไปเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนแล้วกลับถึงบ้านในสภาพเมาปลิ้นสิ้นแรง ก่อนเข้านอนควรทานน้ำกล้วยปั่นใส่น้ำผึ้งก่อน 1 แก้ว กล้วยจะไปเคลือบกระเพาะไม่ให้หิวกลางดึก และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล น้ำผึ้งเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ควบคุมระดับน้ำตาลระหว่างหลับ ตื่นขึ้นมาคุณจะมีอาการเมาค้างน้อยมากถึงมากที่สุด
10. แก้ปัญหาท้องผูก กล้วยเป็นยาระบายอ่อนๆ ของไทยเรามตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นกล้วยสุกเท่านั้น ส่วนกล้วยดิบอาจทำให้ลำไส้อุดตัน กินแล้วปมในท้องจะขมวดเกลียวผูกหนักยิ่งกว่าเดิม
11. ป้องกันเส้นเลือดฝอยแตก กล้วยช่วยคุณได้ ผลวิจัยในวารสาร “The New England Journal of Medicine” บอกว่าการกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%
12. ไดเอทด้วยกล้วย ที่ญี่ปุ่นมีวิธีไดแอทที่เคยฮิตอยู่ช่วงหนึ่งเรียกว่า “บานาน่า ไดเอท” หรือไดเอทด้วยการกินกล้วยแสดงว่ากล้วยสามารถช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้เหมือนกัน เพราะมันสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยให้ไม่หิวบ่อย คนที่กินกล้วยทุกๆ 2 ชั่วโมงจะไม่ค่อยอยากอาหาร ไม่ต้องทานจุกจิก ที่สำคัญถึงจะกำลังไดเอทคุณก็ไม่หงุดหงิด เพราะได้ช่วยช่วยดีๆ อย่างวิตามินบี 6 และโปรตีน trypotophan นั่นเอง
13. กำจัดหูด เรื่องนี้คนไทยโบราณทำกันมานานแล้ว แต่คนรุ่นใหม่อย่างเราอาจยังไม่รู้ว่าหูดกับกล้วยเป็นอะไรที่เข้ากั๊นเข้ากัน เพียงแค่คว่ำเปลือกกล้วยลงไปบนหูดให้ส่วนที่เป็นตัวยางแนบติดกับหูด แปะพลาสเตอร์ทับไว้ให้เปลือกกล้วยไม่เลื่อนทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์เม็ดหูดจะเล็กลงและหลุดไปเอง
แหล่งที่มา: นิตยสาร SPICY

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของน้ำมันปลา (Fish Oil)

ประโยชน์ของน้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมัน ปลา เป็นน้ำมันที่สกัดจากส่วนของเนื้อ หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึกโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ในน้ำมันปลามีกรดไขมันหลายชนิด แต่ที่สำคัญและมีการนำมาใช้ทางการแพทย์ คือ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 และกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 6 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ กรดไอโคซาเพนตาอีโนอิก EPA (Eicosapentaenoic acid) และกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก DHA (Docosahexaenoic acid) ซึ่ง เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น สำหรับกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 6 เป็นกรดไขมันที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีผลในการลดไขมันในเลือด พบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

            ใน ปี ค.ศ. 1976 ได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าชาวเอสกิโม ซึ่งอาหารหลักในชีวิตประจำวันคือ ปลา มีอุบัติการณ์เกิดเส้นเลือดอุดตันต่ำมาก รวมทั้งพบว่ามีระดับไขมันในเลือดต่ำ การเกาะกันของเกล็ดเลือดน้อยกว่าชาวเดนมาร์กซึ่งอาหารหลักคือเนื้อสัตว์และ ผลิตภัณฑ์นม และสี่ปีต่อมาในปีค.ศ. 1980 ผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นพบว่าชาวบ้านในหมู่บ้านประมงซึ่งรับประทานปลาเป็น อาหารหลักก็มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจต่ำกว่าทั่วไป การเกาะกันของเกล็ดเลือดและความหนืดของเลือดต่ำกว่าชาวญี่ปุ่นในหมู่บ้านที่ เลี้ยงสัตว์ อาหารประจำวันของผู้ที่อาศัยในหมู่บ้านประมงเป็นอาหารทะเลมากกว่าในหมู่บ้าน ที่เลี้ยงสัตว์กว่า 2 เท่า และยังพบว่าในอาหารทะเลมีกรดไขมันชนิด EPA ในปริมาณสูง

            คณะ ผู้วิจัยได้สกัดกรดไอโคซาเพนตาอีโนอิกออกจากน้ำมันปลาซาร์ดีน บรรจุในแคปซูลให้อาสาสมัครรับประทาน วันละ 1.4 กรัม พบว่าความหนืดของเลือดของอาสาสมัครลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจนหลังจากรับประทาน ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เกิดข้อสรุปว่าอาหารทะเลช่วยลดความหนืดของเลือดซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการ ป้องกันหรือรักษาภาวะเส้นเลือดอุดตัน นับตั้งแต่ปีค.ศ. 1983 เป็นต้นมา น้ำมันปลาก็เริ่มเป็นที่สนใจรู้จักกันทั่วไป แต่ในเวลานั้นผลการศึกษาวิจัยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของน้ำมัน ปลาในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อย่างแน่นอน เพราะการศึกษาไม่ได้ทำในวงกว้างขวาง จนกระทั่งสิบกว่าปีผ่านไปพร้อมกับรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆว่า น้ำมันปลามีประสิทธิภาพในการป้องกันหลอดเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ และยังมีรายงานว่าช่วยป้องกันโรคมะเร็งและข้ออักเสบได้อีกด้วย

            แหล่ง น้ำมันปลาในธรรมชาติที่ดีที่สุด คือ ปลาทะเล หอยนางรมแปซิฟิก และปลาหมึก ปลาทะเล เช่น แซลมอน ทูน่า ซาบะ ซาร์ดีน เฮอร์ริ่ง แองโชวี่ ไวท์ฟิช บลูฟิช ชอคฟิช เทราท์ แมคเคอเรล เป็นต้น ปลาทะเลที่มีน้ำมันปลามาก คือ ปลาทู ปลาสำลี ปลารัง ปลากระพง เป็นต้น พบว่าปลาที่จับได้ในธรรมชาติจะมีปริมาณกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนปลาที่เลี้ยงในบ่อจะมีปริมาณของกรดโอเมก้า 6 มากกว่าโอเมก้า 3 ปัจจุบันน้ำมันปลาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ได้รับความนิยมในการรับประทาน อย่างแพร่หลาย ส่วนน้ำมันตับปลาที่เรารู้จักกันดี สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท เฮอร์ริ่ง มีสารสำคัญคือวิตามินเอ และดี

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

            ลด ระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และเพิ่มระดับของเอชดีแอลโคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันที่ดี น้ำมันปลาสามารถลดระดับของไตรกลีเซอไรด์ลงได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงกว่าน้ำมันข้าวโพดและน้ำมันดอกคำฝอยมาก ผู้ชายที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง เมื่อให้กินปลาประมาณ 18 ออนซ์ต่อวันเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลงและระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอลเพิ่มขึ้น

            ป้องกัน การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยลดการเกาะตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดไม่เกาะตัวเป็นลิ่ม เลือดจึงไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดความหนืดของผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

            ลดความดันโลหิต จากรายงานผลการศึกษาวิจัยพบว่าอาหารที่ประกอบด้วยปลาหางแข็งหรือปลาทูซึ่งมี EPA ใน ปริมาณ 2.2 กรัมต่อวันสามารถลดความดันเลือดซิสโตลิกในคนไข้ที่มีโรคความดันผิดปกติทาง กรรมพันธุ์ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และทำให้เกิดโรคหัวใจในขณะที่อายุยังน้อยอยู่ อาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทู ยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลงได้เป็นเวลา 3 เดือน หลังจากนั้นระดับกลับสูงขึ้นไปเหมือนเดิมอีก ในผู้ที่มีความดันเลือดสูงในระดับปานกลาง พบว่าอาหารที่มีปลาหางแข็งหรือปลาทูลดความดันซิสโตลิกลงได้เกือบร้อยละ 10 ระดับโซเดียมในเลือดลดลง และเรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนตัวหนึ่งที่สร้างในไตซึ่งมีผลมากต่อความดันเลือด นั้น ก็ทำงานได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 64 การศึกษาวิจัยในผู้ป่วยที่มีความดันเลือดสูงเล็กน้อย โดยให้กินน้ำมันปลาแคปซูลเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่าความดันตัวบนหรือซิสโตลิกลดลงอย่างชัดเจน

บรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวมของโรคปวดข้ออักเสบรูมาตอยด์

บำรุงระบบประสาทและสมอง ทำให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น

ลดการอักเสบของโรคสะเก็ดเงินหรือโรคเรื้อนกวาง

ความสำคัญของน้ำมันปลา

            กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกมีความจำเป็นต่อการพัฒนาของจอตาและสมองของทารก แต่ทารกไม่สามารถสังเคราะห์ DHA ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยจากน้ำนมแม่ โดยทารกแรกเกิดควรได้รับ DHA ไม่ต่ำกว่าวันละ 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เมื่อได้รับนมเสริม DHA จะสามารถมองเห็นได้ชัดเร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับอีกด้วย มารดาและหญิงที่ให้นมบุตรจึงควรบริโภค DHA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกที่ได้รับ ส่งต่อไปยังลูกโดยผ่านทางรกและน้ำนม

            กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมองและเซลล์ประสาทซึ่งมีผลต่อ สติปัญญา หากร่างกายขาด DHA จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์ประสาทขาดประสิทธิภาพไปด้วย เด็กในวัยนี้จึงควรได้รับ DHA ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของสมอง

            คนในวัยทำงานมักประสบความเครียดอยู่เสมอ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะร่างกายขาด DHA ใน ปริมาณที่เหมาะสม กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจะผ่านเข้าไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตของปลายประสาท ของเซลล์สมอง ซึ่งทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้สมองทำงานดีขึ้น หากรับประทานอาหารที่มีกรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สัดส่วนของ DHA ในสมองสูงขึ้น ซความเครียดจะลดลงและสมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น

            ผู้ สูงอายุจะเกิดภาวะสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ได้ง่ายกว่าคนในวัยอื่นๆโดยไม่ ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่จากการทดลองโดยการให้กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิกแก่ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ใน ประเทศญี่ปุ่น พบว่าความสามารถในการคำนวณ ความสามารถในการตัดสินใจ และประสิทธิภาพระดับสูงของผู้ป่วยดีขึ้น โดยกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับ DHA เป็นเวลา 6 เดือนจะมีอาการที่ดีขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ DHA อย่างเห็นได้ชัด

การรับประทานน้ำมันปลา

รับประทานเป็นอาหารเสริมเพื่อป้องกันโรคหัวใจ วันละ 1,000 มิลลิกรัม (1 แคปซูล) หลังอาหาร

รับประทานเพื่อรักษาโรค วันละ 3 กรัม (3 แคปซูล) หรือมากกว่านั้นตามคำแนะนำของแพทย์

            การ รับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นรากฐานสำคัญของการป้องกันและรักษา ภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือด จึงควรเข้าใจถึงแนวทางในการบริโภคอาหารที่ถูกต้องเพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอร อลในเลือด และต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงโรคร้ายต่างๆ ซึ่งมีภาวะโคเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหัวใจขาดเลือด

            หลัก การบริโภคอาหารที่สำคัญเพื่อป้องกันและลดระดับโคเลสเตอรอลสูงใน เลือด ประการแรกคือ รับประทานโคเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม โคเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น และมีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ในปริมาณมาก รับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยผู้ใหญ่ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20-25 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง

            หลีก เลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ทำให้ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ควรรับประทานอาหารที่ให้กรดไขมันไลโนเลอิกโดยสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ควรรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี่ ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

น้ำมันตับปลา กับ น้ำมันปลา ต่างกันอย่างไร

น้ำมันตับปลา กับ น้ำมันปลา ต่างกันอย่างไร?

น้ำมันปลา (Fish Oil) คืออะไร ?
น้ำมันปลา คือน้ำมันที่สกัดจาก เนื้อ หัว หาง และหนังของปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคคอเรล ปลาทูน่า เป็นต้น น้ำมันปลายังเป็นแหล่งของกรดไขมันจำเป็นไม่อิ่มตัวที่ เรียกว่า โอเมก้า 3 (Omega 3 ) ประกอบไปด้วย อีพีเอ (EPA) และ ดีแอชเอ (DHA) ซึ่ง มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสมองและสายตา

ต่างจากน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) อย่างไร ?
น้ำมันตับปลา เป็นน้ำมันที่ได้จากตับปลาทะเล เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอ ช่วยบำรุงผิวพรรณ  และวิตามินดี ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูก หากรับประทานมากเกินขนาด อาจเกิดพิษจากการสะสมของวิตามินเอและดีซึ่งเป็นวิตามินที่ละลายในร่างกาย ส่วนที่เป็นไขมัน

น้ำมันปลา
1. สกัดได้จากเนื้อ หัว หางและของปลาทะเล
2. เป็นแหล่งที่ให้กรดไขมันจำเป็น โอเมก้า 3
3. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง

น้ำมันตับปลา
1. สกัดจากตับปลาทะเล
2. เป็นแหล่งที่ให้วิตามินเอและดี
3. บำรุงร่างกายทั่วไป

ทำไมจึงต้องทานน้ำมันปลา
โดยทั่วไปแล้ว ในกระแสเลือดของคนเราจะมีไขมันชนิดต่างๆ จำพวก โคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์อยู่ในภาวะสมดุล แต่เมื่อใดก็ตามที่ความสมดุลนั้นเสียไป ก็อาจส่งผลร้ายต่อระบบหลอดเดลอืหัวใจได้เช่นกัน

ค่าระดับโคเลสเตอรอลประเภทต่างๆ และไตรกลีเซอไรด์ที่ปลอดภัย

โคเลสเตอรอลรวม น้อยกว่า 200 มก./ดล. แอล ดี แอล โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 130 มก./ดล.

เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล มากกว่า 40 มก./ดล.

ไตรกลีเซอไรด์ น้อยกว่า 150 มก./ดล.
*เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) คือไขมันชนิดดี

ระดับไขมันในเลือดมีความสัมพันธ์กับอายุ โรคบางอย่าง และการบริโภคอาหารที่มีไขมัน
สูงจำพวกอาหารขยะ (Junk Food)  ของทอดโดยเฉพาะที่ทอดด้วยน้ำมันหมู (น้ำมันหมู
แหล่งกรดไขมันชนิดอิ่มตัว) ล้วนแล้วแต่นำไปสู่ภาวะหลอดเลือดตีบและแข็งตัว
(Atherosclerosis) เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือภาวะเส้นเลือด
แตกในสมองได้

น้ำมันปลากับการบำรุงสมอง
เนื่องจากดีเอชเอ (DHA) เป็นส่วนประกอบหนึ่งของเนื้อเยื่อสมอง น้ำมันปลาจึงมีผลต่อหน้าที่การทำงานของสมองหรือแม้แต่การสร้างสารสื่อนำ ประสาทในสมอง

น้ำมันปลากับโรคหัวใจและหลอดเลือด
มีหลักฐานบันทึกว่า ชาวเอสกิโมที่อาศัยอยู่ในแถบหมู่เกาะกรีนแลนด์มีอุบัติการณ์ของการเกิดโรค หัวใจและข้ออักเสบต่ำ ทั้งๆ ที่กลุ่มคนเหล้านี้มีการบริโภคไขมันปลาในปริมาณสูง ภายหลังมมีการค้นพบว่าไขมันปลาที่ชาวเอสกิโมบริโภคอยู่นั้นประกอบไปด้วย โอเมก้า 3 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไขมันในเลือดสูง และโรคความดันโลหิต

น้ำมันปลากับโรครูมาตอยด์ (โรคข้ออักเสบ)
อีพีเอ (EPA) จากโอเมก้า 3  (Omega 3) มีผลในการลดการอักเสบที่เกิดจากสารก่ออักเสบในร่างกาย ซึ่งจะพบมากในผู้ป่วย
ข้อมูลจาก MCOT PLC

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การทำงานของโสมแดง

รับประทานเป็นเวลานานเท่าใด การทำงานของโสมแดงจึงจะแสดงผล?

ตอบ: คำ ตอบนี้ขึ้นอยู่กับอาการและชนิดของโรค เช่น ถ้าเป็นแค่แก้อาการอ่อนเพลีย หลังรับประทาน 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง อาการก็จะหายไป กรณีที่มีอาการของโรคความดันโลหิต หลังรับประทาน 15 นาที ความดันก็จะลดลง และกลับไปเหมือนเดิมเมื่อผ่านไป 2 ชั่วโมงผู้ป่วยโรคโลหิตจาง หลังรับประทานโสม 1 เดือนก็จะเห็นผลดีขึ้น

สำหรับ ผู้ป่วยโรคมะเร็งและผู้ชรา ที่ต้องรับประทานโสมจำนวนมาก พละกำลังและสีเลือดบนใบหน้าจะดูดีขึ้นเป็นชั่วคราว อาการปวดรุนแรงของผู้ป่วยมะเร็งจะบรรเทาลงหลังรับประทานโสมในวันต่อมา

สำหรับระยะเวลาของโรคยิ่งนานเท่าใด เวลาที่บำบัดด้วยโสมก็ยิ่งต้องใช้เวลานานเท่านั้น เช่นโรคเส้นเลือดแข็งตัวที่มีอายุของโรค 5-10 ปี ใช้โสมบำบัดเพียง 1 - 2 เดือน ผลของการรักษาจะยังไม่เห็นแน่นอน แต่หลังจากบำบัด 4-5 เดือนหรือครึ่งปีขึ้นไป ก็จะค่อยๆเห็นสรรพคุณรักษาของมัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกัน บางคนก็เห็นผลในเพียงเวลาสั้นๆ บางคนก็ต้องบำบัดเป็นเวลานานเป็นปี ไม่อาจระบุเวลาที่แน่นอนได้ นั่นเป็นเพราะว่าระบบต่างๆในร่างกายทำงานเกี่ยวข้องกัน ระบบหมุนเวียน ระบบภูมิต้านทาน ระบบเผาผลาญ ระบบหลั่งฮอร์โมน ระบบประสาท และระบบย่อยอาหาร ต้องทำงานประสานกันอย่างสมดุล เมื่อระบบใดระบบหนึ่งเกิดขัดข้องก็จะไปขัดขวางการทำงานของระบบอื่นๆด้วย จึงทำให้ระยะเวลาบำบัดต้องยาวนานออกไป เพื่อปรับทุกส่วนให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง แต่ถ้าสาเหตุของโรคมาจากนิสัยประจำวันที่ไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น ชอบรับประทานของมันๆ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เมื่อใช้โสมบำบัดและปรับเปลี่ยนนิสัยการกินประจำวัน ก็จะเห็นผลรักษาได้อย่างรวดเร็ว
การทำงานของโสมแดง | ประโยชน์ของโสมแดง

โสมแดงช่วยผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน

โสมแดงช่วยผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนได้อย่างไร?

ตอบ: เมื่อ ผู้หญิงอายุประมาณ 40-45 ปี การหลั่งฮอร์โมนเพศในร่างกายจะเปลี่ยนไป ทำให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆของร่างกาย เช่น หน้าแดงก่ำ เวียนหัว ตาพร่ามัว มือและเท้าร้อนวูบวาบ ตื่นเต้นง่าย เหงื่อกาฬ หูอื้อ ความดันโลหิตไม่คงที่ หวาดระแวง ซึมเศร้า ความจำถดถอย สมาธิสั้น และอ่อนเพลียง่าย

สาเหตุหลัก ของอาการต่างๆเกิดจาก เมื่อผู้หญิงหมดประจำเดือน การหลั่งฮอร์โมนเพศของร่างกายจะผิดปกติ ฮอร์โมนในร่างกายมี 2 ประเภท คือ ฮอร์โมนเพศชายและฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งไม่ว่าเพศใดก็จะมีฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดนี้อยู่ด้วยในร่างกาย แต่ฮอร์โมนหญิงในเพศชาย มักจะถูกทำลายโดยตับ ดังนั้น ฮอร์โมนเพศชายจะมีความทนทานที่มากกว่า

เมื่อหมดประจำเดือน การหลั่งของฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง ทำให้สรีระของผู้หญิงยิ่งมีแนวโน้มใกล้เคียงกับผู้ชายมากขึ้น เมื่อสรีระเปลี่ยนไปอย่างฉับพลันทำให้ทั้งทางด้านกายและใจปรับตัวไม่ทัน ทำให้การทำงานของระบบประสาทแปรปรวน และแสดงออกมาในรูปแบบของอาการต่างๆอย่างที่กล่าวมา

จากการวิจัยของนัก วิชาการมหาวิทยาลัยของญี่ปุ่นที่สำรวจจากผู้หญิงวัยหมด ประจำเดือนทั่วประเทศ และทำการวิจัยสรรพคุณของโสมที่ช่วยระงับและบรรเทาอาการต่างๆของวัยหมดประจำ เดือนพบว่า โสมมี ประสิทธิภาพในการลดอาการ อาทิ ปวดหัว เวียนหัว ปวดเอว กล้ามเนื้อและข้อต่อแข็ง อ่อนเพลีย หายใจขัด ตาพร่า มือและเท้าเย็นได้ดี ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนและคนที่มีอาการดังกล่าว เมื่อรับประทานโสมก็จะมีอาการดีขึ้น

โสมแดงช่วยผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน | ประโยชน์ของโสมแดง

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โรคเบาหวานรับประทานโสมแดงกึมซานได้หรือไม่?

โรคเบาหวานรับประทานโสมแดงกึมซานได้หรือไม่?
ตอบ: รูปแบบของโรคเบาหวานมี 2 แบบ

ชนิดที่ 1 เป็น โรคเบาหวานชนิดที่เป็นในผู้เยาว์เกิดจากเซลล์ในตับอ่อนถูกทำลายจนไม่อาจผลิต อินซูลินได้ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ลักษณะเฉพาะอยู่ที่น้ำตาลในน้ำปัสสาวะจะมีมาก ผู้ป่วยชนิดนี้ไม่อาจบำบัดโรคได้ด้วยโสม

ชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวาน ที่เป็นในผู้ใหญ่น้ำตาลในเลือดจะไม่สูงเหมือนชนิดแรก แต่ก็จะมีน้ำตาลสูงในน้ำปัสสาวะเช่นกัน โรคเบาหวานชนิดนี้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป สาเหตุเพราะเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจนทำหน้าที่ตามปกติลดลง โรค เบาหวานชนิดนี้ รับประทานโสมจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดอย่างรวดเร็ว แต่น้ำตาลในน้ำปัสสาวะยังคงเดิม แต่ถ้ารับประทานโสมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ก็จะทำให้น้ำตาลในน้ำปัสสาวะค่อยๆลดลงได้เช่นกัน

โสมมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวานได้อย่างมีผล เช่น อาการคอแห้ง อ่อนเพลีย ฯลฯ ก็จะหมดไปหลังรับประทานโสมเพียงวันเดียว โดยเฉพาะโสมแดง จะมีส่วนประกอบที่ช่วยรักษาโรคเบาหวาน มะเร็ง และเส้นเลือดแข็งตัวได้ดีกว่าโสมชนิดอื่นๆ

โสมแดงกึมซานช่วยรักษาโรคมะเร็งได้หรือไม่?

โสมแดงกึมซานช่วยรักษาโรคมะเร็งได้หรือไม่?

ตอบ: โรค มะเร็งยังเป็นโรคที่วงการแพทย์พยายามที่จะศึกษาอยู่ และยังไม่สามารถหาวิธีรักษาและกำจัดมะเร็งให้หมดจากโลกนี้ได้ แม้โสมซึ่งเป็นราชาแห่งมวลสมุนไพรก็ตาม ก็ไม่สามารถสกัดกั้นโอกาสที่จะทำให้เกิดมะเร็ง และก็ยังไม่สามารถรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งให้หายจากโรคนี้ได้ แต่โสมก็ช่วยในการป้องกันมิให้เกิดโรคนี้ได้ส่วนหนึ่ง และยังช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้อย่างได้ผล

จากข้อมูลศึกษาพบว่า สาเหตุของการเกิดมะเร็งเกิดจากเซลล์ในร่างกายถูกกระตุ้นจากปัจจัยบางอย่าง อาทิ สารเคมี แสงแดด สารนิโคตินในบุหรี่ ทำให้เซลล์เปลี่ยนไปอยู่ในสภาพหยุดนิ่งไม่ทำงานตามปกติ และกลายไปเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

คำถามที่ว่า โสมจะมีผลต่อการรักษาโรคได้อย่างไร? เรา ตอบได้จากข้อมูลที่ได้จากการทดลองของนักวิชาการซึ่งพบว่า เซลล์ที่อยู่ในสภาพหยุดนิ่ง เมื่อเราใส่แบบพันธุ์วงศ์ (gene) ของโสมลงไปจะทำให้เซลล์แปรสภาพกลับกลายเป็นเซลล์ปกติอีกครั้ง แต่นั่นก็เป็นแค่การทดลองที่ทำในหลอดทดลอง แต่มันจะเกิดผลได้จริงในร่างกายคนหรือไม่นั้น ก็ยังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป แต่อย่างน้อยก็อาจทำให้เซลล์หยุดนิ่งดังกล่าวไม่กลายสภาพเป็นเซลล์มะเร็งต่อ ไป และอาจหยุดการแปรสภาพอยู่แค่ในขั้นนี้ก็ได้ อย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของนักวิชาการ ความจริงเป็นอย่างไรต้องรอหลักฐานที่จะมายืนยันให้แน่ชัดยกเว้นมะเร็งปอด

สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเสียชีวิต มักจะเป็นอาการเลือดคั่ง เพราะถ้าหากว่าเซลล์มะเร็งจะหยุดอยู่เฉพาะที่ก็คงไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อ ชีวิต แต่เมื่อใดที่มันลุกลามกระจายไปส่วนต่างๆของร่างกาย เมื่อนั้นก็จะเห็นฤทธิ์ร้ายของมัน เพราะว่าการลุกลามเพียงเล็กน้อยของเซลล์มะเร็งก็จะทำให้เกิดเลือดคั่งและไป อุดตันตามเส้นเลือดขึ้นได้ ทำให้ถึงแก่ชีวิต

แต่ในเมื่อโสมมีสรรพคุณช่วยสลาย อาการเลือดคั่งได้ จึงเป็นธรรมดาที่จะช่วยต่ออายุให้กับผู้ป่วยมะเร็งได้นอกจากนี้โสมยังช่วย ระงับความเจ็บปวดรุนแรงที่ผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายต้องประสบให้ทุเลาลงได้
โดยทั่วไป ผู้ป่วยมะเร็งจะมีระบบหมุนเวียนของโลหิตไม่ดี และมีภูมิต้านทานโรคต่ำ ดังนั้น จึงทำให้เสียชีวิตได้ง่ายภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากที่อาการของโรคไม่ได้รับการดูแลรักษาสุขภาพอย่างดี โสมจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น ดังนั้นเมื่อ ผู้ป่วยมะเร็งขั้นสุดท้ายที่หน้าตาหมองคล้ำเพราะตับแข็งตัวและมีอาการผมร่วง ได้รับประทานโสม 30 กรัมก็สามารถที่จะกลับไปดูมีสีเลือดและแจ่มใสขึ้นได้

ผู้ป่วยสมองอัมพาตใช้โสมแดงกึมซานได้หรือไม่?

ผู้ป่วยสมองอัมพาตใช้โสมแดงกึมซานได้หรือไม่?

ตอบ: สาเหตุ ของสมองอัมพาตมี 2 ชนิด ชนิดแรก เกิดจากเส้นเลือดฝอยในสมองแตก เมื่อเลือดไหลออกมา พลาสมาในเลือดก็จะทำให้เลือดแข็งตัวและคั่งอยู่ในสมอง ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและหยุดทำงาน เมื่อเส้นเลือดแตกแล้ว ก็ไม่อาจกลับสู่สภาพเดิมได้

ดังนั้น การรักษาจึงเป็นไปได้ยาก แต่ โสมจะป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่เกิดจากพลาสมาได้ และยังช่วยละลายเลือดคั่ง ดังนั้นโสมจึงช่วยป้องกันและรักษาเส้นเลือดแตกในสมองได้อย่างมีประสิทธิผล

สำหรับอาการอัมพาตที่เกิดจากเลือดที่คั่งในสมองสารไขมันที่อยู่ใน เลือดคั่งหรือเศษเซลล์ที่ลอกมาจากเส้นเลือดที่แตก ก็จะไปอุดตันตามเส้นเลือดต่างๆ ในสมอง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากอาการชักกระตุกที่เกิดจากสูบบุหรี่จัด หรือหลังผ่าตัด โดยเฉพาะการทำลายที่เกิดจากการกระแทกอย่างฉับพลันที่เกิดจากอุบัติเหตุ นอกเสียจากว่าการผ่าตัดจะประสบความสำเร็จ ไม่เช่นนั้นส่วนมากก็จะเสียชีวิตเพราะเลือดคั่งในสมอง เป็นที่น่ายินดีว่า สารซาโปนินในโสม มีสรรพคุณช่วยสลายใยโปรตีนได้ จึงสามารถช่วยสลายเลือดคั่งที่อยู่ในสมองได้

ถึงแม้ว่าโสมจะมีผลในการป้องกันสมองอัมพาตได้ดี แต่ก็ต้องอาศัยการรับประทานที่ต่อเนื่องอย่างจริงจังจึงจะเห็นผลได้ เมื่อเรารับประทานอย่างสม่ำเสมอแล้วสุขภาพก็จะดีขึ้นตามที่คาดหวังได้ และจากข้อมูลพบว่าคนที่เคยล้มป่วยเพราะสมองอัมพาต หลังบำบัดด้วยโสมมีจำนวนไม่น้อยที่สามารถหายดีกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

โสมแดงกึมซานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลจริงหรือไม่?

โสมแดงกึมซานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลจริงหรือไม่?

ตอบ: หลังรับประทานโสมแล้ว ปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่จะมีคุณภาพที่ดีขึ้น

ค่าคอเลสเตอรอลในร่างกายหมายถึง ปริมาณคอเลสเตอรอลรวมที่มีอยู่ในเลือด ซึ่งรวมทั้งคอเลสเตอรอลดีและไม่ดีอยู่ด้วยกัน ชนิดแรกคือ HDL (คอเลสเตอรอลที่มีนิวคลีโอโปรตีนสูง) และชนิดหลังคือ LDL (คอเลสเตอรอลที่มีนิวคลีโอโปรตีนต่ำ)

แต่เมื่อเราเอ่ยถึงคอเลสเตอรอล ก็มักจะพูดถึงแต่ปริมาณรวม ดังนั้น เราจึงควรหันมาสนใจในอัตราส่วนของ HDL และ LDL มากกว่า

การตรวจสอบสุขภาพในปัจจุบัน ก็เริ่มมีการตรวจสอบ HDL และ LDL แยกออกจากกันแล้ว เมื่อรับประทานโสมแล้ว ปริมาณรวมของคอเลสเตอรอลจะไม่ลดลง แต่เมื่อตรวจสอบแยกส่วนแล้ว ก็จะพบว่าปริมาณของ HDL จะเพิ่มขึ้น

แต่ในการทดลองบางครั้ง HDL ก็ไม่ได้มีเพิ่มมากขึ้นแต่กลับพบว่าปริมาณของ LDL ได้ลดลง ดังนั้น โสมจึงมีสรรพคุณที่ลด LDL และเพิ่ม HDL ของร่างกายได้ดี

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ปริมาณรวมของคอเลสเตอรอลที่มีมากเกินหรือน้อยเกินไป ก็จะลดประสิทธิภาพการทำงานของตับ โสมจะช่วยปรับคุณภาพของตับให้ดีขึ้นและยังช่วยรักษาปริมาณคอเลสเตอรอลในร่าง กายให้อยู่ในระดับที่สมดุลได้

ความดันโลหิตต่ำ โสมจะช่วยเพิ่มความดันโลหิตหรือไม่?

ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตต่ำ เมื่อรับประทานโสมจะช่วยเพิ่มความดันโลหิตหรือไม่?

ตอบ: คน ที่มีความดันโลหิตต่ำ การเต้นของหัวใจจะอ่อน ทำให้ไม่มีแรงเพียงพอที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆของร่างกาย ความสามารถในการผลิตเม็ดเลือดแดงก็จะต่ำกว่าคนปกติ ทำให้เป็นโรคโลหิตจางได้ง่ายและเกิดอาการหนาวได้ง่ายเช่นกัน

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า โสมมี สรรพคุณในการช่วยปรับสมดุลของความดันโลหิต ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันโลหิตต่ำนั้น โสมจะช่วยปรับการหมุนเวียนของเลือดให้เป็นปกติ ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดและเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจ ทำให้ระบบการสูบฉีดเลือดดีขึ้น ความดันโลหิตจึงเพิ่มขึ้น และร่างกายกลับสู่สภาพสมดุล

เมื่อคนที่มีความดันโลหิตต่ำได้รับประทานโสมอาการเริ่มแรกที่เห็น ได้ชัดคือ จะรู้สึกสบายตัวเมื่อตื่นขึ้นมาในตอนเช้า เพราะคนที่มีความดันโลหิตต่ำ การหลั่งของฮอร์โมนที่ช่วยลดความเครียดจะมีน้อย ยิ่งอยู่ในสภาพที่นอนหลับสนิท การหลั่งฮอร์โมนก็จะยิ่งลดลง ดังนั้นจึงตื่นจากการหลับยาก แต่โสมจะช่วยให้การหลั่งฮอร์โมนลดความเครียดมีระดับเพิ่มขึ้น และลืมตาขึ้นมาก็จะไม่รู้สึกงัวเงียอยากนอนต่ออีก

ความดันโลหิตสูงรับประทานโสมได้หรือไม่

ความดันโลหิตสูงสามารถรับประทานโสมได้หรือไม่

ตอบ: สาเหตุ ที่ผู้ป่วยเกิดความดันโลหิตสูง มักจะเกิดจากเลือดคั่งเนื่องจากเส้นเลือดแดงแข็งตัวหรือผนังเส้นเลือดเป็น แผล แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะไม่พบความผิดปกติในการทำงานของเส้นเลือดและกระแสเลือด ถ้าเราไม่ใส่ใจอาการดังกล่าวและปล่อยให้ลุกลามขยายต่อไป ก็อาจทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้เลือดคั่งจะไปอุดตันทุกเส้นเลือดจนทำ ให้สมองพิการ หัวใจพิการและหัวใจวายได้
โสมมีสรรพคุณ ที่จะช่วยป้องกันเส้นเลือดคั่งป้องกันการแข็งตัวของเส้นเลือดแดง ช่วยปรับการหมุนเวียนของเลือดจนทำให้ความดันโลหิตที่สูงขึ้นลดลงและยังช่วยสร้างคอเลสเตอรอลที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ภายหลังรับประทานโสม 1 ชม. ห้ามทำกิจกรรมใดๆ ที่อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ อาทิ วิ่ง ตีเทนนิส ปีนบันได หรืออยู่ในที่ๆอากาศแออัด
นอกจากนี้ยังต้องหลีกเลี่ยงอาการโกรธ เศร้าโศก หรืออาการอื่นๆ ที่จัดเป็นการทำให้เกิดอารมณ์รุนแรงต่างๆ ควรรักษาจิตใจให้สงบนิ่ง หากิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายทำ เช่น ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือหรือฟังดนตรีเบาๆ

จากการทดลองของโรงพยาบาลในญี่ปุ่น พบ ว่าโสมช่วยปรับสมดุลความดันโลหิตได้ คนที่รับประทานโสมเข้าไปจะเกิดความรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับสนิท การรับประทานโสมอย่างต่อเนื่องภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะส่งผลในการปรับความสมดุลของความดันโลหิตดำเนินต่อไป แม้ว่าจะหยุดรับประทานโสมไปแล้วซึ่งอาจจะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ หรือนานก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าก่อนหน้าที่จะหยุดรับประทานโสมนั้น เราได้รับประทานอย่างต่อเนื่องและเป็นเวลาเท่าใดและความดันดังกล่าวได้ปรับ เปลี่ยนมาอยู่ภาวะที่พอเหมาะกับสภาพเงื่อนไขทางกายภาพของบุคคลผู้นั้นหรือ ยัง

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน (GeumSan) 3

ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน (GeumSan) 3

ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน | โสม GeumSan | ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน | โสม GeumSan | ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน | โสม GeumSan

ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน (GeumSan) 2

ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน (GeumSan) 2
ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน (GeumSan) 2
คุณสมบัติ 7 ประการของโสมที่ประกาศในหนังสือแพทย์จีน 
1.การฟื้นตัวความแข็งแรงและความเมื่อยล้า
2.เสริมสร้างโลหิดและทำให้หัวใจแข็งแรง
3.ทำให้จิตใจสงบและช่วยลดความเครียด
4.ช่วยปกป้องของเหลวในร่างกายและลดการคายน้ำ
5.ปกป้องปอดและทำให้หายใจได้ง่ายขึ้น
6.ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรงและช่วยยับยั้งอาการท้องเสีย
7.ขจัดสารพิษออกจากร่างกายและรักษาโรคผิวหนัง

ประวัติศาสตร์ในประเทศเกาหลีก็มีการบันทึกผลดี และคุณลักษณะของโสมในหนังสือทางการแพทย์และวรรณกรรม ต่างๆ ดังนี้ 

-ในสมัยราชวงศ์ชิลลา(Silla) นักวิชาการที่มีชื่อเสียงChi Won Choi ส่งโสมไปยังประเทศจีนและรายงานผลดีของโสม 
-ในหนังสือทางการแพทย์ในราชวงศ์โครยอ(Goryeo)ก็มีใบสั่งยาโสมอยู่ด้วย 
-ในหนังสือทางการแพทย์Dong-Eui-Bo-Gam จากราชวงศ์โชซอน(Joseon) มีรายละเอียด และประโยชน์ของโสมและรวมโสมในเกือบทุกใบสั่งยา 
-ในหนังสือทางการแพทย์Bang-Yak-Hap-Pyun จากราชวงศ์โชซอน(Joseon) มีใบสั่งยาที่ใช้โสม132 รายการ จากใบสั่งยาทั้งหมด467 รายการ

สำหรับโสมในยาแผนปัจจุบัน นั้นในยุคปัจจุบันนั้นก็ได้มีการพิสูจน์คุณภาพดีของโสม โดยผ่านการทดสอบทางคลินิกทั้งในเกาหลี และต่างประเทศ เมื่อเทียบกับโสมจากโสมที่ปลูกในประเทศสหรัฐอเมริกาโสมเกาหลีมีซาโปนินหลายชนิดและปริมาณ Ginsenoside จำนวนมากเช่นกันดังนั้นจึงมีผลยอดเยี่ยมในการใช้รักษาโรค สำหรับโสมในยาแผนปัจจุบัน นั้นในยุคปัจจุบันนั้นก็ได้มีการพิสูจน์คุณภาพดีของโสม โดยผ่านการทดสอบทางคลินิกทั้งในเกาหลี และต่างประเทศ เมื่อเทียบกับโสมจากโสมที่ปลูกในประเทศสหรัฐอเมริกาโสมเกาหลีมีซาโปนินหลายชนิดและปริมาณ Ginsenoside จำนวนมากเช่นกันดังนั้นจึงมีผลยอดเยี่ยมในการใช้รักษาโรค 

โสม Goryeo มีซาโปนิน 34 ชนิด
โสมอเมริกัน มีซาโปนิน 14 ชนิด
โสมจีน มีซาโปนิน 15 ชนิด
โสมญี่ปุ่น มีซาโปนิน 8 ชนิด 

ผลทางการแพทย์ของโสม 
1.ลดความเครียดความเหนื่อยล้าเพิ่มความต้านทานต่อโรค 
2.เพิ่มฮอร์โมนเพศและแก้ไขความผิดปกติของอวัยวะเพศ 
3.คุมระดับคอเลสเตอรอลและเพิ่มความสามารถใน การป้องกันทางชีวภาพ 
4.เร่งการรวมไขมันของดีเอ็นเอในกระดูกและรักษาโรคโลหิตจาง 5.ต่อต้านโรคเบาหวานและ เร่งการเผาผลาญอาหารน้ำตาลกลูโคส 
6.ต้านโรคมะเร็ง 
7.รักษาตับที่มเสียหายและฟื้นฟูการทำงานของตับ
8.ป้องกันภาวะสมองเสื่อม และดีสำหรับความจำ

โสม Geumsan ในปัจจุบัน(การอ้างอิง) 
การกระจายของอุตสาหกรรม

อาชีพทางด้านโสม(รวมถึงการผลิต) 803 
อาชีพทางด้านสมุนไพร(รวมถึงการผลิต) 291
ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและถั่ว 62
ร้านค้าขายสารสกัด 406
คลินิกการแพทย์ตะวันออก 25
อื่น ๆ 24 รวม 1,629 

มณฑล Geumsan ของประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ได้กลายเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมโสมเพราะการผลิต การแปรรูป การจำหน่าย และโครงสร้างพื้นฐานพัฒนามากกว่าที่อื่นๆ มีการจัดตั้งศูนย์โสม ตลาดโสมโลก ตลาดสมุนไพรโสม สหกรณ์อาชีพ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์โสม ที่จัดนิทรรศการโสม ศูนย์จำหน่ายโสมระหว่างประเทศ และที่ตรวจสอบโสมจัดตั้งอยู่ที่ มณฑล Geumsan แห่งนี้ โดย โสมที่จำหน่าย ส่งออก ของมณฑลนี้มีมูลค่าถือเป็น 80% ของตลาดสมุนไพรโสมที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศ และล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีให้จัดเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ เรียกว่า “โซนโสม” โดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของเมือง และตกแต่งถนนให้เหมาะเป็นโซนโสม อีกทั้งยังสร้างศูนย์วิจัยสมุนไพร Geumsan และจัดงานแสดงสินค้าโสมโลกในปี 2006 ที่ผ่านมา และมีแผนที่จะจัดงานแสดงสินค้าโสมโลกในปี 2011อีกครั้ง ในวันที่ 2 กันยายน ถึง วันที่ 3 ตุลาคมที่มณฑลกึมซาน ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้นี้

หากพูดถึงประเทศไทยแล้วพืชอันดับหนึ่ง ก็คงจะต้องนึกถึงข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงเป็นดันดับหนึ่งของโลก ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นอู่ข่าวอู่น้ำ ที่หลายๆ ประเทศทั่วโลกต่างอิจฉา ซึ่งความเป็นผู้นำของตลาดผู้ค้าข้าวนั้น จึงเป็นข้อได้เปรียบ และเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแนวทางการพัฒนาโสมกึมซาน ของประเทศสาธารณเกาหลีใต้ จึงเปรียบเสมือนเป็นตัวอย่างที่ดีที่ประเทศไทย จะนำมาเป็นแบบแผนในการพัฒนาระบบ อุตสาหรรมการค้า การส่งออกข้าวต่อไปอนาคตได้อย่างดี ความฝันของเกษตรกรไทยที่จะมีชีวิตที่สุขสบายมากยิ่งขึ้น ตลอดจนมีฐานะร่ำรวยขึ้นจึงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม หากรัฐบาลไทยหันมามองประเทศเกาหลีเป็นตัวอย่าง!
ประโยชน์ของโสมแดงกึมซาน, โสม GeumSan,