แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคเบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคเบาหวาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โรคเบาหวานรับประทานโสมแดงกึมซานได้หรือไม่?

โรคเบาหวานรับประทานโสมแดงกึมซานได้หรือไม่?
ตอบ: รูปแบบของโรคเบาหวานมี 2 แบบ

ชนิดที่ 1 เป็น โรคเบาหวานชนิดที่เป็นในผู้เยาว์เกิดจากเซลล์ในตับอ่อนถูกทำลายจนไม่อาจผลิต อินซูลินได้ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ลักษณะเฉพาะอยู่ที่น้ำตาลในน้ำปัสสาวะจะมีมาก ผู้ป่วยชนิดนี้ไม่อาจบำบัดโรคได้ด้วยโสม

ชนิดที่ 2 เป็นโรคเบาหวาน ที่เป็นในผู้ใหญ่น้ำตาลในเลือดจะไม่สูงเหมือนชนิดแรก แต่ก็จะมีน้ำตาลสูงในน้ำปัสสาวะเช่นกัน โรคเบาหวานชนิดนี้เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป สาเหตุเพราะเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจนทำหน้าที่ตามปกติลดลง โรค เบาหวานชนิดนี้ รับประทานโสมจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดอย่างรวดเร็ว แต่น้ำตาลในน้ำปัสสาวะยังคงเดิม แต่ถ้ารับประทานโสมอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ก็จะทำให้น้ำตาลในน้ำปัสสาวะค่อยๆลดลงได้เช่นกัน

โสมมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวานได้อย่างมีผล เช่น อาการคอแห้ง อ่อนเพลีย ฯลฯ ก็จะหมดไปหลังรับประทานโสมเพียงวันเดียว โดยเฉพาะโสมแดง จะมีส่วนประกอบที่ช่วยรักษาโรคเบาหวาน มะเร็ง และเส้นเลือดแข็งตัวได้ดีกว่าโสมชนิดอื่นๆ

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ผู้ที่มีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน

ผู้ที่มีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน
เบาหวาน พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในคนอายุกว่า 40 ปีขึ้นไป คนที่อยู่ในเมืองมีโอกาสเป็น เบาหวาน มากกว่าคนในชนบท คนอ้วนที่น้ำหนักเกิน โดยดูจากดัชนีมวลกาย ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย และหญิงที่มีลูกดกโดยเฉพาะผู้มีประวัติคลอดบุตรมีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า4กิโลกรัม จะมีโอกาสเป็น เบาหวานได้มากขึ้น แต่ในปัจจุบันลักษณะการบริโภค และกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันส่งผลให้มีคนเป็น เบาหวาน เพิ่มมากขึ้น และการพบผู้ป่วยที่อายุน้อยที่เป็น เบาหวาน ก็เพิ่มสูงขึ้น
  1. ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอันจะก่อให้เกิดโรคเบาหวาน

  2. ควบคุมโภชนาการ ให้มีความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย รวมไปจนถึงการใช้ยารักษาโรค

  3. ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ โดยปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจเช็คเมื่อใด และ ระยะเวลาห่างในการตรวจที่เหมาะสม

  4. ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพร อาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด จะต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา หรือ สมุนไพร เหล่านี้
เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในคนที่ มีรูปร่างซูบผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อลีบฝ่อ
เบาหวานชนิดที่ 2 อาจมีรูปร่างอ้วน บางรายตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติตามร่างกาย การตรวจปัสสาวะมักจะพบน้ำตาลในปัสสาวะขนาดมากกว่าหนึ่งบวกขึ้นไป
การตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 6 ชั่วโมง (fasting plasma glucose/FPG) มักพบว่ามีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร
หากสงสัยว่าเป็น เบาหวาน ควรไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลโดย อดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด ตั้งแต่เที่ยงคืน แล้วไปเจาะเลือดในตอนเช้า เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร6ชั่วโมง (FPG) ซึ่งคนปกติจะมีค่าต่ำกว่า 110 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร หากพบมีค่า เท่ากับหรือมากกว่า 126 มิลลิกรัม ในการตรวจอย่างน้อย 2ครั้ง ก็วินิจฉัยได้ว่าเป็นเบาหวาน และยิ่งมีค่าสูงเท่าใดก็แสดงว่ามีความรุนแรงของการเป็นเบาหวาน เพิ่มมากขึ้น
  1. เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ต้องใช้เวลาการรักษานานหรือตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก

  2. ผู้ที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่ บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการได้แก่ ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย ตัวเย็น เหงื่อออก ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ และอาจจะชักได้ ควรจะต้องพก น้ำตาลหรือของหวานติดตัวไว้ ถ้ารู้สึกมีอาการก็ให้รีบรับประทาน แล้วทบทวนดูว่าเกิดอาการเหล่านี้ได้อย่างไร โดยสังเกตุตัวเองจากการบริโภคอาหารเมื่อเป็นเบาหวานเช่น กินอาหารน้อยไปหรือไม่ ออกกำลังมากเกินไปหรือไม่ กินหรือฉีดยาเบาหวาน เกินขนาดไปหรือไม่ แล้วควมคุมทั้ง 3 อย่างนี้ให้พอดีกัน สำหรับผู้ที่กินอาหารผิดเวลาก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควร รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อด้วย
  3. อย่าซื้อยากินเอง เนื่องจากยาบางประเภทมีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือดได้ เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ และยาบางประเภทก็อาจทำให้ฤทธิ์ของยารักษาเบาหวาน แรงขึ้นได้ ก็จะมีผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ เช่น แอสไพริน ดังนั้นเมื่อเป็น เบาหวาน ก่อนทานยาประเภทใดควรจะต้องแน่ใจว่ายานั้นไม่มีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือด

  4. ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นครั้งคราว เพื่อป้องกันตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

1.เลือกบริโภคอาหารให้ครบ 5หมู่ โดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้จากอาหารโดยประมาณจากคาร์โบไฮเดรต(แป้ง) ประมาณ 55-60%โปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ 15-20%ไขมัน ประมาณ 25%
2.ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรจะต้องลดปริมาณการรับประทานลง โดยอาจจะค่อยๆลดลงให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เคยรับประทานปรกติ และพยายามงด อาหารมันๆ ทอดๆ
3.รับประทานอาหารที่มีกากใยมากเพื่อช่วยในการขับถ่าย
4.หลีกเลี่ยงการรับประทานจุกจิกและรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
5.พยายามรับประทานอาหารในปริมาณที่สม่ำเสมอกันในทุกมื้อ
6.หากมีอาการเกี่ยวกับโรคไตหรือความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
7.แม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะปรกติดีแล้วก็ควรจะต้องควบคุมอาหารตลอดไป
- น้ำตาลทุกชนิด รวมไปถึงน้ำผึ้ง
- ผลไม้กวนประเภทต่างๆ
- ขนมเชื่อม ขนมหวานต่างๆ
- ผลไม้ที่มีรสหวานมากๆ
- น้ำหวานประเภทต่างๆ
- ขนมทอดกรอบหรือชุบแป้งทอด
ผู้ที่มีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน,ผู้ที่มีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน


วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

โรคเบาหวาน สิ่งที่ทุกคนควรรู้ และควรป้องกัน

ความรู้ทั่วไปกับเบาหวาน
โรคเบาหวาน สิ่งที่ทุกคนควรรู้ และควรป้องกัน
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมที่ตับอ่อน ซึงไม่สามารถผลิตหรือหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมา ให้มากเพียงพอที่จะใช้เปลี่ยนน้ำตาลที่ร่างกายได้รับจากอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และโปรตีนให้เกิดเป็นพลังงาน จึงมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ น้ำตาลส่วนเกินก็จะถูกขับออกมาในปัสสาวะพร้อมกับน้ำ ทำให้ปัสสาวะบ่อยและมีจำนวนมาก ปัสสาวะมีรสหวาน เราจึงเรียกโรคนี้ว่า เบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันร่วมด้วย ถ้าแบ่งกันง่าย ๆ ก็อาจพูดได้ว่า มี 2 ชนิด ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน และชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลิน
1.  เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน มักเกิดขึ้นในเด็ก รูปร่างผอม เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลิน ไม่สามารถใช้ยาเม็ดรับประทานได้
2.   เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน มักเกิดขึ้นในผู้ใหญ่ รูปร่างอ้วน เนื่องจากอินซูลินไม่สามารถออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์ได้ดี ทำ ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง การรักษาอาจเริ่มต้นด้วยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และใช้ยาเม็ดชนิดทานในขั้นต่อมา คนไข้ในกลุ่มนี้อาจต้องใช้ยาฉีดอินซูลินบางครั้งหรือตลอดไป ถ้าไม่สามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยยาเม็ด
สาเหตุ
ไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยหลักก็คือ ร่างกายตอบสนองต่อระดับน้ำตาลในเลือดที่ขึ้น ช้ากว่าปกติ เช่น มีการตอบสนองต่ออินซูลินต่ำกว่าปกติ (ภาวะดื้ออินซูลิน) โดยเฉพาะคนที่น้ำหนักเกิน อ้วนลงพุง และออกกำลังกายน้อย
อาการและอาการแสดง
ภาวะน้ำตาลชนิดนี้ ไม่มีอาการ แต่ให้คุณมองหาอาการที่แสดงว่าคุณเป็นเบาหวานแบบจริงๆ คือ
·    กระหายน้ำบ่อย
·    ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะกลางคืน
·    หิวบ่อย
·    น้ำหนักขึ้น
·    อ่อนเพลีย
·    ตามัว
·    เมื่อเป็นแผลแล้วแผลหายช้า
·    มือเท้าชา
·    เหงือกอักเสบบ่อยๆ
·    ติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ หรืออวัยวะสืบพันธ์บ่อยๆ
·    คันตามผิวหนัง
แบบประเมินความเสี่ยงต่อเบาหวาน ( Diabetic Risk Score)
แบบประเมินความเสี่ยงต่อเบาหวาน พัฒนาขึ้นจากการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยระยะยาวของพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) ในการประมาณโอกาสเกิดโรคเบาหวานในช่วง 12 ปี (ระหว่างปีพ.ศ. 2528 ถึงพ.ศ. 2540) การศึกษาวิเคราะห์ดังกล่าว ดำเนินการโดย นพ.วิชัย เอกพลากร (โรงพยาบาลรามาธิบดี) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ
เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ได้ง่ายในระดับปฐมภูมิและในประชากรทั่วไปในการประเมินตนเอง สามารถช่วยกระตุ้นให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างมีเป้าหมายเช่นการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย เพื่อให้มีความเสี่ยงลดลง

แบบประเมินความเสี่ยงเบาหวานประเภทที่ 2 (ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน)

ปัจจัย                                                  คะแนน

อายุ
34 39                                                                 0
40 – 44                                                    0
45 - 49                                                                 1
50                                                                     2
เพศ
ผู้หญิง                                                                   0
ผู้ชาย                                                                    2
ดัชนีมวลกาย (นน.ตัว กก./ความสูง เมตร2)          
< 23                                                                     0
23 - <27.5                                                           3
27.5                                                                5
ความยาวเส้นรอบเอว(วัดเป็นเซนติเมตร)          
< 90 ซม.(ผู้ชาย) และ < 80 ซม. (ผู้หญิง)                0
90 ซม.(ผู้ชาย) และ 80 ซม. (ผู้หญิง)              2
เป็นโรคความดันเลือดสูง
ไม่เป็นความดันเลือดสูง                                          0
เป็นความดันเลือดสูง                                             2
( >140/90 มม.ปรอท หรือรักษาความดันเลือดสูงอยู่ ) 
ประวัติเบาหวานในพ่อ   แม่  พี่  น้อง
ไม่มีประวัติ                                                            0
มีประวัติ                                                               4

รวมคะแนน
            การแปรผลคะแนน เป็นความเสี่ยงต่อเบาหวาน
ผลรวมคะแนน
ความเสี่ยงต่อ                            
ข้อแนะนำ

เบาหวานใน 12 ปี

< = 2
< 5 %
ความเสี่ยงน้อย โอกาสเป็นเบาหวานน้อยกว่า 1 ใน 20 ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัว ตรวจความดันเลือด
3 5
5 10 %        
ความเสี่ยงน้อย โอกาสเป็นเบาหวานประมาณ 1 ใน 12
ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัว ควรตรวจความดันเลือด
6 8
11 20 %     
ความเสี่ยงปานกลาง โอกาสเป็นเบาหวานประมาณ 1 ใน 7  ควรควบคุมอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัว ตรวจความดันเลือด
9 -10
21 - 30 %     
ความเสี่ยงสูง โอกาสเป็นเบาหวานประมาณ 1 ใน 4
ควรควบคุมอาหาร และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัว ตรวจความดันเลือด และตรวจน้ำตาลในเลือด
>11
> 30 %
ความเสี่ยงสูงมาก โอกาสเป็นเบาหวานประมาณ 1 ใน 3 ควรควบคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักตัว และความดันเลือด และควรตรวจน้ำตาลในเลือด
                                           

เบาหวานมักไม่มีอาการในระยะแรก ดังนั้นการรู้ตัวของผู้ป่วย และการวินิจฉัยโดยแพทย์จึงมักจะช้าเกินไปทำให้ผู้ป่วยไม่ได้ดูแลรักษาเรื่องภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง และความดันเลือดให้พอเหมาะ ซึ่งหากมีการควบคุมระดับน้ำตาล และปัจจัยเสี่ยงร่วมได้ดีจะทำให้มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้น้อยลง

อาหารผู้ป่วยเบาหวาน
อาหารผู้ป่วยเบาหวานนั้น อาจแบ่งง่ายๆ เป็น 3 ประเภทคือ
ประเภทที่ 1 ห้ามรับประทาน ได้แก่ อาหารน้ำตาล และ ขนมหวาน เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ลอดช่อง อาหารเชื่อม เค้ก ช็อกโกแลต ไอศกรีม และขนมหวานอื่นๆ  เครื่องดื่ม   เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม น้ำเขียว น้ำแดง โอเลี้ยง เครื่องดื่มชูกำลัง นมข้นหวาน น้ำเกลือแร่ น้ำผลไม้ซึ่งมีน้ำตาลประมาณ 8-15% เป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นน้ำมะเขือเทศ มีน้ำตาลประมาณ 1%  ควรดื่มน้ำเปล่า น้ำชาไม่ใส่น้ำตาล
-          ถ้าดื่มกาแฟ ควรดื่มกาแฟดำไม่ควรใส่น้ำตาล นมข้นหวาน หรือครีมเทียม (เช่น คอฟฟี่เมท ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลกลูโคส 58% น้ำมันปาล์ม 33%) ควรใส่นมจืดพร่องไขมัน หรือน้ำตาลเทียมแทน
-          ถ้าดื่มนม ควรดื่มนมจืดพร่องไขมัน นมเปรี้ยวส่วนใหญ่ ไม่ใช่นมพร่องไขมัน และมีน้ำตาลอยู่ด้วยประมาณ 15% เป็นส่วนใหญ่เช่นเดียวกับนมถั่วเหลือง
-          ถ้าดื่มน้ำอัดลม ควรดื่มน้ำอัดลมที่ใส่น้ำตาลเทียม เช่น เป็ปซี่แมก ไดเอทโค้ก เป็นต้น

ประเภทที่ 2  รับประทานได้แต่จำกัดจำนวน ได้แก่ อาหารพวกแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ปัจจุบันอาหารพวกแป้งนั้นไม่จำกัดจำนวน ถ้าผู้ป่วยไม่อ้วนมาก เนื่องจากลดอาหารจำพวกแป้ง ทำให้ต้องเพิ่มอาหารพวกไขมัน ซึ่งอาจเป็นผลให้ระดับไขมันสูงและเพิ่มเนื้อสัตว์ทำให้หน้าที่ของไตเสียไปเร็วขึ้น ในผู้ป่วยที่มีโรคไตร่วมด้วยผลไม้นั้นต้องจำกัดจำนวน ควรรับประทานพร้อมกับอาหารครั้งละ 1 ส่วน
ตัวอย่างการ ประมาณ 1 ส่วน ( แต่ละชนิดเท่ากับ 1 ส่วน ) เช่น

กล้วยน้ำว้าสุก    1          ผลเล็ก             อินทผาลัม         2          ผล       
กล้วยหอม          1/2       ผล                    ลูกแพร์              1          ผลเล็ก
กล้วยไข่             1          ผล                    น้อยหน่า            1          ผลเล็ก
ส้มเขียวหวาน     1          ผล                    มะม่วง              1/2       ผล       
มะละกอ            6          ชิ้นคำ                พุทรา                2          ผล       
สับปะรด            6          ชิ้นคำ                องุ่น                  10-12   ผล       
แตงโม               10        ชิ้นคำ                เงาะ                  3          ผล       
แคนตาลูป         8          ชิ้นคำ                มังคุด                2          ผล       
แตงไท               1          ถ้วย                  ละมุด               1          ผล       
ลางสาด            5          ผล                    ลิ้นจี่                  3          ผล       
ฝรั่ง                   1          ผล                    ทุเรียน               1          เม็ดเล็กเนื้อบาง ๆ
ลำไย                 8          ผล                    แอปเปิ้ล            1/2       ผล       
ลูกพรุน             2          ผล                    ชมพู่                 5          ผล       
ส้มโอ                1/5       ผล                    สตอเบอร์รี่         1          ถ้วย     
น้ำมะพร้าวอ่อน 1          ถ้วย                  เนื้อมะพร้าวอ่อน 1/2       ถ้วย     

ประเภทที่ 3  รับประทานได้ไม่จำกัดจำนวน ได้แก่ ผักใบเขียวทุกชนิด เช่น ผักกาด ผักคะน้า ถั่วฝักยาว ผักบุ้ง ถั่วงอก ทำเป็นอาหาร ตัวอย่าง  เช่น ต้มจืด ยำ สลัด ผัดผัก เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีสารอาหารต่ำ นอกจากนั้นยังมีกากอาหารที่เรียกว่า ไฟเบอร์ ซึ่งทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง

การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ประโยชน์ของการออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยเป็น โรคเบาหวาน
·   ช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เพราะขณะออกกำลังกายกล้ามเนื้อ  และไขมันจะใช้น้ำตาลเพิ่มขึ้น
·   ช่วยให้น้ำหนักตัวลดลง ซึ่งจะทำให้อาการของโรคเบาหวานดีขึ้น
·   ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ซึ่งจะลดโรคแทรกซ้อนบางอย่างของเบาหวานได้
การเตรียมตัวก่อนออกกำลังกาย
         -   ผู้ป่วยต้องมีป้ายแสดงตัวว่าเป็นเบาหวานติดตัวไว้เสมอ
         -   ตรวจดูเท้าว่ามีแผล ตาปลา หรือการอักเสบใดๆ
         -   ใส่รองเท้าอย่างเหมาะสมสำหรับการออกกำลังกาย และต้องสวมถุงเท้าทุกครั้ง
         -   ต้องสามารถทราบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และมีน้ำตาลติดตัวเสมอ
         -   ดื่มน้ำให้พอทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย
หลักการออกกำลังกาย  ควรทำสม่ำเสมอ อย่าให้ขาดตอนอย่างน้อยวันละ 16-20 นาที หรือถึง 1ชั่วโมง จนเหงื่อออกซึม ๆ และสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหมและไม่ควรออกกำลังกายขณะหิวหรืออิ่ม
วิธีการออกกำลังกาย ทำได้หลายอย่าง เช่น เดินไกล ๆ วิ่ง  กายบริหาร โยคะ รำมวยจีน เป็นต้น จะใช้อย่างใดควรทำตามถนัด และเหมาะสมกับวัยหรือ โรคแทรกซ้อนทางหัวใจอื่น ๆ
         - อายุมาก อาจเพียงเดินหรือบริหารท่าง่าย ๆ ในรายที่มีโรคหัวใจแทรก ต้องระมัดระวังไม่ให้ออกกำลังกายมากเกิน         
           ไป และจะต้องหยุดทันทีเมื่อรู้สึกเหนื่อย หรือเจ็บแน่นหน้าอก เป็นต้น
        - การทำงานด้วยแรงกายก็ได้ประโยชน์ เช่น ทำสวน ทำนา ทำไร่ เดินไกล ตักน้ำ ขุดดิน เข็นรถ เป็นต้น แต่ต้องมาก     
          พอให้มีเหงื่อออก และทำติดต่อกันอย่างน้อย 15 นาที ทำวันละครั้งหรืออย่างน้อย วันเว้นวัน

หยุดออกกำลังกายทันทีเมื่อมีอาการ
·       ตื่นเต้นกระสับกระส่าย
·       มือสั่น ใจสั่น
·       เหงื่อออกมากผิดปกติ อ่อนเพลีย
·       ปวดศีรษะ ตาพร่า หิว
·       เจ็บแน่นหน้าอก หรือ เจ็บที่หน้าอกร้าวไปที่แขน คอ ขากรรไกร
·       หายใจหอบมากผิดปกติ

ข้อควรระวัง
สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายควรเริ่มต้นที่ละน้อยตามกำลังของตนเองก่อน อย่าให้หักโหม หรือเหนื่อยเกินไป และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย
ผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นมานาน หรือมีโรคแทรกซ้อนหรือเป็นผู้สูงอายุ ก่อนจะเริ่มออกกำลังกาย ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อน

แหล่งความรู้และช่องทางในการรักษาเบาหวาน

-    คลินิกโรคเบาหวาน ในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนทุกแห่ง
ช่องทางแหล่งความรู้
-     สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข http://www.hsri.or.th
-     สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ http://www.hiso.or.th
-     สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย http://www.diabassocthai.org
-     สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ http://www.thaihealth.or.th
-     ชมรมเพื่อเด็กและวัยรุ่นเบาหวาน http://www.thaidiabetes.com
-     สำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค http://www.tncdreducerisk.com/cms/index.php
-     Bangkokhealth http://www.bangkokhealth.com/dm_htdoc/dm_health.asp
-     Siriraj E-Public Library : ข้อมูลโรคเบาหวาน http://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e%2Dpl/
-     เส้นทางสุขภาพ : เบาหวาน http://www.yourhealthyguide.com/link-info/link-diabetes.htm
-     มูลนิธิหมอชาวบ้าน http://www.doctor.or.th/book/info_b.html.
-     สมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย http://www.thaiendocrine.org/index.php
-     เครือข่ายวิจัยคลินิกสหสถาบัน (CRCN) http://www.crcn.in.th/
-     สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย http://www.trf.or.th/research/search.asp
-     มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ http://www.thainhf.org/ThaiNHF/index.asp

บันทึกประวัติ

วัน/เดือน/ปี
น้ำหนัก(กิโลกรัม)
ส่วนสูง
(เซนติเมตร)
ดัชนีมวลกาย
(นน./ความสูงเป็นเมตร2)
ค่าจากการคำนวณการประเมินความเสี่ยงเบาหวาน

















.............................................

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2554

Noni น้ำลูกยอโนนิ

Noni น้ำลูกยอโนนิ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำลูกยอ 99.5%


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับลูกยอ
          ลูกยอ Noni (Morinda citrfolia Lin) เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Morinda citrfolia Lin ลูกยอของไทยเป็นชนิดเดียวกับของต่างประเทศคือ เกาะตาฮิติ ที่มีขายทั่วโลก ในประเทศไทยลูกยอได้ถูกนำมารับปรัทานเป็นอาหาร และมีสรรพคุณเป็นยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียน
            ลูกยอมีประโยชน์ทางด้านคุณค่าของอาหารที่มีวิตามิน A และธาตุโปแตสเซียมสูง นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือที่เรียกกันว่า แอนตี้ออกซิแดนท์ อีกมากมายหลายชนิด ซึ่งถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะปัจจุบันนี้เป็นที่ยอมรับว่าอนุมูลอิสระเป็นสารพิษต่อเซลล์ร่างกาย อาจเกิดจากของเสียภายในเซลล์เอง  และรับมาจากภายนอก จากมลภาวะต่างๆ  สารอนุมูลอิสระในปริมาณที่มากเป็นอันตรายต่อเซลล์ เพราะจะทำลาย ดีเอ็นเอ เยื่อหุ้มเซลล์ อนุมูลอิสระนอกจากจะมีผลต่อการอักเสบและการทำลายเนื้อเยื่อในระยะสั้น ในระยะยาวที่เชื่อว่าอาจมีผลต่อความเสื่อมหรือการแก่ของเซลล์ และอาจเป็นสารก่อมะเร็ง โรคหัวใจ ต้อกระจก และโรคอื่นๆ อีกมากมาย
            จากการศึกษาพบว่าในลูกยอยังมีสาร Polysaccharide (Noni PPT) ซึ่งมีงานวิจัยว่าชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง Lewis lung carcinoma ได้จริง นอกจากนี้ในลูกยอยังมีสาร Xeronine ที่เป็นสารช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ควบคุมการทำงานของเซลล์ และสร้างเซลล์ใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมได้ และก็มีงานวิจัยที่ยืนยันในเรื่องการเสริมสร้างภูมิต้านทานจากลูกยอ
ข้อควรระวัง
            น้ำลูกยอมีธาตุโปแตสเซียมสูงพอสมควร (53.3 mEq/L) พอๆ กับน้ำส้มและมะเขือเทศ จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยไตเสียขนาดรุนแรง จนมีภาวะโปแตสเซียมสูงได้ง่าย ซึ่งผู้ป่วยกรณีนี้จะมีอาการของโรคไตที่ชัดเจน และมักเป็นในกลุ่มไตวายเรื้อรังที่กำล้างไตอยู่ ถ้ารับประทานน้ำลูกยอแล้วมีโปแตสเซียมสูงมากจนเป็นอันตราย จึงไม่ควรทานในผู้ป่วยโรคไตวายที่ได้รับการล้างไต แต่ในคนปกติสามารถรับประทานได้ และไม่ทำให้เกิดโรคไตแต่อย่างใด และไม่มีรายงานใดที่บอกว่า ในคนปกติแล้วการทานน้ำลูกยอจะเป็นอันตรายต่อไต หรือก่อเกิดโรคไตทุกชนิด
            โดยสรุป น้ำลูกยอแม้จะมีประวัติความเป็นมาที่ไม่ยาวนัก แต่ก็มีผู้นิยมทานกันเป็นจำนวนมาก มีประสบการณ์ส่วนบุคคลยืนยันมากถือว่ามีคุณค่าในตัวเอง นับเป็นหนึ่งในอาหารเสริมที่มีประโยชน์ และที่สำคัญคือ น้ำลูกยอของไทยก็เป็นชนิดเดียวกับต่างประเทศที่มีชื่อเสียง จึงน่าจะไม่แพ้ของต่างประเทศใดในโลกเช่นกัน
            ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยเซลล์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดภายในร่างกาย ในกรณีที่ร่างกายเสื่อมถอย สาเหตุมาจากเซลล์เหล่านั้นทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ การรับประทานน้ำลูกยอเป็นอาหารเสริม  จะเป็นส่วนที่ช่วยเสริมสร้างให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายของเราฟื้นฟูแข็งแรง และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันด้วยตัวของเราเอง ปริมาณในการรับประทานน้ำลูกยอขึ้นกับว่าร่างกายของแต่ละบุคคลมีความบกพร่องมากน้อยเพียงใด สารต่างๆ ในลูกยอมากกว่า 150 ชนิด จะเป็นส่วนช่วยเสริมสร้างให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายแข็งแรงขึ้น
น้ำลูกยอดีและมีความสำคัญอย่างไร
          มีการทดลองทางการแพทย์ โดยการนำน้ำลูกยอมาให้คนไข้รับประทาน พร้อมกับรักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่รับประทานน้ำลูกยอจะมีอาการของโรคลดน้อยลง และมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็ง, โรคหัวใจ, โรคเส้นเลือดในสมองแตก, โรคเบาหวาน, อาการอ่อนเพลีย, โรคอ้วน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไขข้ออักเสบ, ปวดบวมต่างๆ, โรคภูมิแพ้, ปัญหาระบบการย่อย, ปัญหาระบบทางเดินทางหายใจ, ปัญหาการนอนไม่หลับ, ความกดดัน, ความเครียด, ปัญหาเกี่ยวกับไต, ช่วยเพิ่มพลังสมองและความรู้สึกฉับไวขึ้น
            นอกจากนี้ น้ำลูกยอยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมฤทธิ์ของยาต่างๆ ที่ใช้กับผู้ป่วยได้อย่างดีเยี่ยม ช่วยออกฤทธิ์เสริมกับสารอาหารกับยาต่างๆ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยต้านการอักเสบทุกชนิด ช่วยทำลายแบคทีเรีย ระงับอาการป่วยต่างๆ ช่วยให้คนที่เป็นแผลหายเร็วขึ้น ป้องกันโรคมะเร็ง
เอกสารอ้างอิง
1.       Anticancenter activity of Morinda citrifolia (Noni) on intraperitonedally implanted Lewis lung carcinoma in syngeneic mice, Proc West Pharmacol Soc 1994;37:145-6
2.       An immunomodulatory polysaccharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citirif olia (Noni) with antitumour activity, Phytother Res 1999;13(5):380-7
3.       Noni juice (Morinda citrifolia): hidden potential for hyperkalemia – Am J Kidney Dis 2000 Feb;35(2):310-2