แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ของหวาน (ขนมหวาน) กินอย่างไรไม่อ้วน

ของหวาน (ขนมหวาน) กินอย่างไรไม่อ้วน
            อาหารที่มีรสหวาน หรือขนมหวาน ถือเป็นอาหารโปรคของหลายคน บางคนถึงกับติดขนมหวาน หลังอาหารแต่ละมื้อโดยเฉพาะมื้อเย็น หรือในแต่ละวันต้องบริโภคของหวาน โดยเฉพาะสุภาพสตรีทั้งหลายแม้จะรู้ทั้งรู้ว่าความอ้วนที่มาเยือนส่วนหนึ่งมาจากของหวาน
            อย่างไรก็ดีเคล็ดไม่ลับในการกินของหวานหรือบรรดาขนมหวานแล้วไม่ส่งผลต่อความอ้วนสามารถทำได้ดังต่อไปนี้
1.ออกกำลังกายละลายสิ่งที่จะสะสม
            ในของหวานนั้นมีอะไรบ้างที่สะสม แล้วทำให้อ้วน คำตอบคือแป้งและน้ำตาล ซึ่งจะกลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย การออกกำลังกายจะส่งผลให้สามารถละลายหรือกำจัดแป้ง น้ำตาลได้เป็นอย่างดี โดยหลักการนั้นหลังการกินของหวานไปแล้วควรเดินหรือทำกิจกรรมที่ต้องออกกำลัง เช่นทำความสะอาดบ้าน จัดโต๊ะทำงาน ปลูกต้นไม้ สัก 15 นาที หรือไม่ก็ในตอนเย็น ออกกำลังกาย เต็มๆ ไปเลยสัก 30 นาที
2.กินแล้วอย่านอนเลย
            หลายคนที่ชอบกินของหวานหลังอาหารมื้อเย็น ซึ่งอาหารมื้อเย็นบางคนกว่าจะได้ทานก็ปาเข้าไป 3 – 4 ทุ่ม ด้วยความอิ่มด้วยความอ่อนเพลีย กินเสร็จก็นอนเลย พฤติกรรมเช่นนี้ไม่นานความอ้วนจะมาเยือนแน่นอน หากมื้อเย็นไม่มีเวลาออกกำลังกาย ควรที่จะงดของหวาน
3.รู้หลักโภชนาการ
ปัจจุบันของหวานที่ทำสำเร็จรูปมีมากมาย ซึ่งข้างกล่องหรือบรรจุภันฑ์จะมีการเขียนบอกว่า ของหวานมีส่วนผสมอะไรบ้าง ตรงนี้อย่ามองข้ามเพราะว่ามีประโยชน์มากทีเดียว กล่าวคือ เราสามารถเลือกกินในชนิดของของหวานที่ไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ หรือถ้ามีก็ให้น้อยที่สุด
4.ควบคุมปริมาณการกิน
พฤติกรรมเห็นแล้วอยากกินไปเสียหมดเกิดขึ้นกับหลายๆ คนแถมกินแต่ละครั้งก็มิใช่น้อย ต้องลดและควบคุม เช่นไปเจอของหวานสัก 5 อย่าง แล้วอยากกินทั้งหมด ก็ควรกินอย่างละน้อยสัก 1-2ช้อน แค่นี้ก็พอแล้ว
5.กาแฟสามารถช่วยท่านได้
            มีข้อมูลที่น่าสนใจในทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือ กาแฟอีนจะช่วยกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานได้ ดังนั้นการดื่มกาแฟหลังกินของหวานเข้าไป สามารถช่วยได้เช่นกัน แต่อย่าลืมการกินกาแฟนั้นต้องใช้น้ำตาลเทียม หากยังเน้นน้ำตาลปกติแถมเน้นความหวานเป็นที่ตั้ง กินกาแฟไปก็เปล่าประโยชน์
6.ไม่ควรกินของหวานติดต่อกันทุกวัน
            การทานของหวานติดต่อกันทุกวัน ถือว่าไม่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน นอกจากความอ้วนแล้ว อีกหลายโรคที่จะมาเยี่ยมเยือนโดยมิได้เชื้อเชิญ โดยเฉพาะเบาหวาน ถ้าใครที่กินของหวาน รุ่งเช้าควรงด แล้วหันไปบริโภคผักรวมถึงการดื่มน้ำเยอะๆ ก็สามารถที่จะช่วยลดการสุ่มเสี่ยงต่อความอ้วนได้ดี

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องของสิว แต่ไม่ใช่สิว สิว

เรื่องของสิว
            "สิวเป็นสิ่งที่วัยรุ่นหรือบรรดาหนุ่มสาวรู้จักกันดี และสิวที่ยังก่อปัญหาน่ารำคาญใจบนใบหน้าของเรา ทำให้ไม่มีความมั่นใจในความสวย-ความหล่อกันเลยทีเดียว ซึ่งสิวบางประเภทก็ยากที่จะแก้ไขหรือกำจัดไปได้โดยง่าย"

                การเกิดสิวมักเริ่มตั้งแต่อายุ 11-12 ปีขึ้นไป บางคนยังสามารถเป็นสิวได้แม้วัยไกล้เลข 4 แล้วก็ตาม ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักเกี่ยวกับเรื่องของสิวกันก่อนดีกว่า
            - สิวอุดตัน จะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ลักษณะ คือ สิวอุดตันหัวเปิดซึ่งมีลักษณะหัวดำๆ กับสิวอุดตันหัวปิดจะเห็นเป็นตุ่มนูนๆ เล็กๆ สีขาว
            - สิวอักเสบ จะเห็นเป็นตุ่มแดงๆ ซึ่งมีขนาดตั้งแต่เล็กถึงใหญ่เป็นก้อน หรือมีโพรงติดต่อกันหลายๆ หัว

สาเหตุการเกิดสิว
            1.ฮอร์โมน ซึ่งมีผลทำให้ต่อมไขมันขอองเราถูกกระตุ้นและมีการสร้างไขมันมากขึ้น
            2.พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว มีสิวมากก็มักมีโอกาสที่จะเป็นสิวได้มากกว่าคนปกติทั่วไป
            3.ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ อดนอน หรือมีความเจ็บป่วย ฯลฯ
            4.การแพ้สารสัมผัสหรือสารบางชนิด ที่ผสมอยู่ในเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า ยาสระผม เป็นต้น
            5.สิ่งแวดล้อม เช่น การโดนฝุ่นละออง ความร้อน หรือแสงแดดมากๆ ก็ทำให้เกิดสิวได้

วิธีการรักษาสิว
            1.การทายา ซึ่งมีอยู่หลายประเภท เช่น ยาปฏิชีวนะ, ยากลุ่ม Vitamin A, ยากลุ่ม Benzylperoxide
            2.การกินยา ซึ่งประกอบด้วย ยาปฏิชีวนะ,ยากลุ่ม Vitamin A และฮอร์โมน
            3.การฉีดยา มักใช้ในผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบโดยการฉีดยากลุ่ม Corticosteroid เข้าไปในตำแหน่งที่มีสิวนั้น
            4.การกดสิว ซึ่งวิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีลักษณะสิวอุดตัน
            5.การใช้แสงกลุ่ม Blue light

วิธีป้องกันและดูแลผิวหน้าระหว่างเป็นสิว
          1.รักษาความสะอาดของใบหน้าและเส้นผม เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและความมันบนใบหน้า
            2.ต้องไม่บีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด
          3.พักผ่อนให้เพียงพอ
          4.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
          5.เลือกใช้ครีมบำรุงหน้าและเส้นผมที่เหมาะสม ถ้าเกิดอาการแพ้หลังใช้ควรรีบหยุดใช้ทันที
            เห็นไหมว่าการป้องกันไม่ให้เกิดสิวก็ไม่ได้ปฏิบัติยากเย็นอะไร แต่หากเราเป็นสิวแล้วก็ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามาก ใครที่เป็นสิวแล้วไม่รู้จะทำยังไงดีหรือปฏิบัติตามข้างต้นแล้วไม่หายสามารถพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและรักษาให้ใบหน้าสวยใสไร้สิวได้ดังใจฝัน

อาหารที่อาจทำให้เกิดสิว
          เรื่องธรรมดาที่ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ เพราะอาหารนอกจากจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว อาหารยังมีส่วนทำให้เกิดโรคและช่วยป้องกันรักษาโรคได้เช่นกัน ดังนั้นการกินอาหารจึงต้องพิถีพิถันพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ยกตัวตัวอย่างใกล้ตัว อย่าง "สิว" ที่มีคนไข้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีต้นเหตุหรือปัจจัยเสริมของสิวก็มาจากอาหารที่รับประทานนั่นเอง ซึ่งอาหารที่กระตุ้นและก่อให้เกิดสิวมี 3 ประเภทหลัก คือ
            1.นม ผลิตภัณฑ์จากนม Daily Prouct  เช่น นมข้นหวาน ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เค้ก เบเกอรี่ และอาหารที่มีผสมของนม เนื่องจากนมเป็นอาหารย่อยยาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหาร และเกิดการเจริญเติบโตของ Yeast ซึ่งเมื่อเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่ถ้าหากเกรงว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่ได้รับจากนม เราสามารถเลือกรับประทานจากอาหารกลุ่มอื่นได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ปลาตัวเล็ก และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซี่ยมจากนมได้
            2.อาหารที่หวานจัด ก็จะเป็นอาหารของ Yeast ในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน ทำให้ Yeast เจริญเติบโตได้ และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Hormone  ทำให้ Hormone ไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เป็นสาเหตุของการเกิดสิวและเพิ่มมากขึ้น
            3.กาเฟอีน จากชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม เป็นตัวกระตุ้นให้ Yeast เติบโตและเกิด Toxin เป็นของเสียในร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย
           
            คนที่มีอาการเกิดสิวมาก เป็นๆ หายๆ หากทำการรักษามาหลายวิธี แต่สิวก็ยังไม่หายขาด อาจทดลองได้โดยการงดอาหารทั้ง 3 กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้นสัก 1-2 เดือน หากผลที่ออกมาทำให้เกิดสิวลดลงหรือไม่เกิดสิวใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้เกิดสิวจากอาหารเหล่านี้ และสามารถแก้ไขปัญหาสิวได้ไม่ยากอีกต่อไป

รหัสงาน E 129993

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เลือกขนมให้เป็น จะได้ไม่อ้วน

เลือกขนม...ให้เป็น... จะได้ไม่อ้วน
              น่ากังวลและน่าเป็นห่วงกับข่าวคราวน่ากลัวถึงสถิติความอ้วนและการเป็นโรคร้ายตามมาจากความอ้วน โดยเมื่อเร็วๆนี้ (วันที่ 4 ส.ค. 2552 ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์) มีแถลงข่าวถึง "คนไทยไร้พุงในกรุงเทพมหานคร" พบว่า เด็กนักเรียนมีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น จากเดิม 3 ใน 100 คน เพิ่มเป็น 30 ใน 100 คน วัยรุ่นอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า และในกลุ่มผู้สูงอายุป่วยเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคเบาหวาน มะเร็งเพิ่มขึ้น และสถิติที่น่ากลัวว่า เด็กไทยในปัจจุบันบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 20 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งเกินความจำเป็นที่ร่างกาย ต้องการถึง 3 เท่า และ เด็กไทยติดนิสัยทานหวาน โดยพ่อ แม่ นิยมป้อนอาหารเสริมสำเร็จรูปซึ่งมีส่วนผสมของน้ำตาลถึงร้อยละ 65 และพบว่าการทานขนมของเด็กไทย มักชอบทานขนมและเครื่องดื่มทั่วไปจำพวก มันฝรั่งทอด ขนมปัง ขนมกรุบกรอบ เครื่องดื่มชงจำพวกช็อคโกแลตผสมธัญพืชเป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นแหล่งของอาหารที่ให้พลังงานสูง ไขมันสูง น้ำตาลสูงและเป็น แป้งที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ใยอาหารต่ำ แล้วอย่างนี้ คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครองทั้งหลาย ควรตระหนักและเลือกขนมให้เป็น เพื่อดูแลทั้งตัวคุณและบุตรหลาน มีข้อมูลที่แนะนำทั่วไปว่าควรเลือกสิ่งดีมีประโยชน์ อาทิ เช่น

              - พลังงานอาหาร ( ปกติ ร่างกายได้รับทุกครั้งเมื่อทานอาหาร ยกเว้นน้ำเปล่า ที่มีพลังงานอาหาร = 0 ) ควรเลือกทานอาหารที่ให้พลังงานต่ำ เพราะว่าโดยทั่วไป
              ช็อคโกแลต ส่วนใหญ่ ให้พลังงานประมาณ 200-300 cal
              นมกล่อง ส่วนใหญ่ ให้พลังงานประมาณ 150-200 cal

              - คุณค่าสารอาหาร โดยปกติ ขนมและเครื่องดื่มทั่วไป มีแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ( ที่ทำให้ กระตุ้นอินซูลิน หิวเร็ว ) ไม่มีเส้นใยอาหาร และให้ความหวานโดยน้ำตาลทราย ที่มีปริมาณมาก ทำให้เลือดเกิดภาวะเป็นกรด ร่างกายไม่สมดุล รู้สึกง่วง ปวดศรีษะเรื้อรัง เป็นสิว ทำให้เด็กกระดูกเปราะ และฟันผุ เกิดไขมันสะสม กลายเป็นไขมันส่วนเกิน ส่งผลต่อการกระตุ้นการอักเสบ และความดันโลหิตสูง
              จึงควรเลือกขนมและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของสารอาหารที่มีประโยชน์ อาทิ เวย์โปรตีนเข้มข้น ผสมคอลลาเจนจากปลาทะเล มีแป้งที่มีดัชนีน้ำตาลที่ต่ำ และไม่มีน้ำตาลทราย ( จะไม่กระตุ้นอินซูลิน หิวช้า และอิ่มนาน ) ทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ ลง

              รู้แบบนี้แล้วควรเลือกขนมให้เป็น เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพกันนะครับ