แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮอร์โมน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮอร์โมน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ผิวสวยใส.....ไร้สิว

ผิวสวยใส.....ไร้สิว
        จริงๆแล้วแค่มีใบหน้าที่ใสสะอาด ก็ทำให้ดูสวยน่ามองได้ แต่จะทำอย่างไรถ้ามีสิวเป็นอุปสรรค ปัญหาสิวไม่ใช่เรื่องยาก หากแก้ที่ต้นเหตุหนึ่งในนั้น คือ การดูแลฮอร์โมนให้สมดุลนั่นเอง


สิวกับฮอร์โมนเกี่ยวกันอย่างไร ?

        การที่ร่างกายมีฮอร์โมนแอนโดรเจนมากเกินไป จะทำให้ต่อมไขมันผลิตไขมันมากกว่าปกติ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ เกิดภาวะ แอนโดรเจนไนเซชั่น (ANDROGENIZATION) การเกิดสิวผิวมันและขนดก

การดูแลรักษาผิวเพื่อป้องกันการเกิดสิว

1.ควรล้างหน้าเช้า เย็น แต่ไม่ควรเกินวันละ 3 ครั้ง
2.อย่าเช็ดถูหน้าแรง ๆ
3.อย่าใช้เครื่องสำอางเกินความจำเป็นและไม่ควรเปลี่ยนเครื่องสำอางบ่อย ๆ
4.เมื่อจำเป็นต้องสัมผัสกับแดดควรใช้ครีมกันแดด
5.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะพวกวิตามินที่บำรุง เช่น วิตามิน AE เป็นต้น
6.ออกกำลังกายเพื่อให้โลหิตหมุนเวียนดี
7.ทำจิตใจให้ร่าเริงผ่องใสเบิกบานอยู่เสมอ เพราะความเครียดก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิว

วิธีรักษาสิว
        การรักษาสิวต้องอาศัยเวลา ส่วนใหญ่สิวจะขึ้นหลังได้รับการรักษา 1 – 2 เดือน ถ้าเป็นไม่มากสามารถ แค่รักษาความสะอาดให้ดี เลี่ยงปัจจัยกระตุ้นต่าง ๆ รวมกับใช้ยาทา หรือยาฆ่าเชื้อ P. acne ในบางครั้งต้องใช้ยาทาร่วมกันหลายชนิด
        ในรายที่เป็นสิวรุนแรงหรือเป็นเรื้อรัง มีโอกาศเกิดรอยแผลเป็นมากอาจต้องใช้ยาทานร่วมด้วย ปัจจุบันมียาหลายประเภทที่มีการนำมาเพื่อรักษาสิว เช่น ยาลดการอักเสบ รวมทั้งยาปรับฮอร์โมนในกลุ่มยาต้านแอนโดรเจนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีผิวมัน ทั้งนี้การเลือกใช้ยารับประทานควรอยู่ภายใต้การดูแลจากแพทย์ หรือเภสัชกร



ธุรกิจที่กำลังมาแรง


http://mbkthai.com/?id=krongmbk

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยาคุมใช้อย่างไร

เธอยังดูดี เหมือนวันแรกที่เราเจอกัน เธอทำได้ยังไงนะ...ผมแปลกใจจัง
ยาคุมใช้อย่างไร
          ง่ายๆ เลยครับ โดยให้เริ่มทานเม็ดแรกในวันแรกที่มีรอบเดือน ควรทานให้ตรงกันในเวลาเดียวกันทุกวัน ทานต่อเนื่องไปเรื่อย จนหมดแผง สำหรับชนิดแผง 21 เม็ด พอหมดแผง ให้เว้น 7 วัน โดยในระหว่างนี้ส่วนใหญ่รอบเดือนจะมา แต่ถ้าไม่มาก็ไม่ต้องกังวลค่ะ หลังจากหยุดยา 7 วัน ก็เริ่มแผงต่อไปตามปกติ สำหรับแบบแผง 28 เม็ด 7 เม็ดสุดท้ายจะเป็นเม็ดแป้ง พอทานหมดแผงแล้วก็เริ่มแผงใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องหยุดยา
          ทั้งแบบแผง 21 และ 28 เม็ดนี้ ถ้าเป็นชนิดที่มีฮอร์โมนเท่ากันหมดทุกเม็ดสามารถทานเม็ดไหนก่อนก็ได้ (ยกเว้น 7 เม็ดสุดท้ายในแบบ 28 เม็ด) แต่ถ้าใช้แบบฮอร์โมนแต่ละเม็ดไม่เท่ากัน ต้องทานเรียงตามลำดับลูกศรเท่านั้นครับ
ไม่เคยกินยาจะแพ้หรือเปล่า
          เพื่อนๆ บางคนไม่กล้าใช้ยา เพราะกังวลว่าอาจเกิดอาการแพ้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ความจริงแล้ว สมัยนี้มียาคุมให้เลือกหลากหลายสูตรนะครับ ตัวยาที่ใช้และปริมาณก็แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อการแพ้แตกต่างกันไป ถ้ากลัวจะแพ้ยาละก็ ลองปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยาว่าสูตรไหนที่เหมาะกับเรา หรือมีผลข้างเคียงต่ำ ถ้าจะให้มั่นใจ ก็น่าจะเลือกบริษัท ที่มีชื่อเสียงมานานก็จะมั่นใจได้ครับ
          สำหรับอาการคลื่นไส้ อาเจียนนั้นยังขึ้นอยู่กับความไวต่อฮอร์โมนของแต่ละคนซึ่งจะแตกต่างกันออกไป ช่วงที่มีอาการแพ้จะอยู่ในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เริ่มใช้ เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังปรับตัว วิธีแก้คือ ควรจะกินยาทันทีหลังอาหารเย็น หรือเลือกสูตรที่มีส่วนผสมของฮอร์โมนที่ใกล้เคียงกับฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย หรือที่มีส่วนผสมของเอสโนตรเจนในสัดที่ต่ำก็จะช่วยได้ครับ
ยาคุมกับน้ำหนักตัว
          มีการวิจัยกันมาแล้วนะครับว่า ยาคุมไม่ได้มีผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น แต่มีผลให้เกิดการบวมน้ำของร่างกาย ทำให้ดูเหมือนตัวเราอ้วนขึ้นครับ ซึ่งเป็นผลมาจากตัวฮอร์โมนเอสโตรเจนในยาคุม
          สำหรับคนที่กังวล ลองเลือกสูตรที่มีส่วนผสมของฮอ์โมนที่ใกล้เคียงกับฮอร์โมนธรรมชาติในร่างกาย หรือที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจนในสัดส่วนที่ต่ำ ก็จะลดอาการลงได้ครับ
ฮอร์โมน”สูง” หรือ “ต่ำ” ต่างกันอย่างไร
          ปริมาณฮอร์โมนสูงหรือต่ำ ให้ผลในการคุมกำเนิดใกล้เคียงกัน แต่ยาคุมสูตรใหม่ๆ ได้รับการพัฒนาให้มีฮอร์โมนที่ค่อนข้างต่ำ เพื่อลดปัญหาเรื่องผลข้างเคียงที่พบในยาคุม ที่มีปริมาณฮอร์โมนสูงครับ
          ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นสูตรที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ำ และประเภทที่มีฮอร์โมนต่ำพิเศษ จะมีข้อดีคืออาการข้างเคียงจากเอสโตรเจนน้อยมาก แต่ต้องกินให้ตรงเวลาครับ ไม่เช่นนั้นอาจพบมีเลือดออกกะปริบกะปรอยได้ครับ

วันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรื่องของสิว แต่ไม่ใช่สิว สิว

เรื่องของสิว
            "สิวเป็นสิ่งที่วัยรุ่นหรือบรรดาหนุ่มสาวรู้จักกันดี และสิวที่ยังก่อปัญหาน่ารำคาญใจบนใบหน้าของเรา ทำให้ไม่มีความมั่นใจในความสวย-ความหล่อกันเลยทีเดียว ซึ่งสิวบางประเภทก็ยากที่จะแก้ไขหรือกำจัดไปได้โดยง่าย"

                การเกิดสิวมักเริ่มตั้งแต่อายุ 11-12 ปีขึ้นไป บางคนยังสามารถเป็นสิวได้แม้วัยไกล้เลข 4 แล้วก็ตาม ดังนั้นเราควรมาทำความรู้จักเกี่ยวกับเรื่องของสิวกันก่อนดีกว่า
            - สิวอุดตัน จะแบ่งย่อยออกเป็น 2 ลักษณะ คือ สิวอุดตันหัวเปิดซึ่งมีลักษณะหัวดำๆ กับสิวอุดตันหัวปิดจะเห็นเป็นตุ่มนูนๆ เล็กๆ สีขาว
            - สิวอักเสบ จะเห็นเป็นตุ่มแดงๆ ซึ่งมีขนาดตั้งแต่เล็กถึงใหญ่เป็นก้อน หรือมีโพรงติดต่อกันหลายๆ หัว

สาเหตุการเกิดสิว
            1.ฮอร์โมน ซึ่งมีผลทำให้ต่อมไขมันขอองเราถูกกระตุ้นและมีการสร้างไขมันมากขึ้น
            2.พันธุกรรม ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัว มีสิวมากก็มักมีโอกาสที่จะเป็นสิวได้มากกว่าคนปกติทั่วไป
            3.ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ อดนอน หรือมีความเจ็บป่วย ฯลฯ
            4.การแพ้สารสัมผัสหรือสารบางชนิด ที่ผสมอยู่ในเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า ยาสระผม เป็นต้น
            5.สิ่งแวดล้อม เช่น การโดนฝุ่นละออง ความร้อน หรือแสงแดดมากๆ ก็ทำให้เกิดสิวได้

วิธีการรักษาสิว
            1.การทายา ซึ่งมีอยู่หลายประเภท เช่น ยาปฏิชีวนะ, ยากลุ่ม Vitamin A, ยากลุ่ม Benzylperoxide
            2.การกินยา ซึ่งประกอบด้วย ยาปฏิชีวนะ,ยากลุ่ม Vitamin A และฮอร์โมน
            3.การฉีดยา มักใช้ในผู้ป่วยที่มีสิวอักเสบโดยการฉีดยากลุ่ม Corticosteroid เข้าไปในตำแหน่งที่มีสิวนั้น
            4.การกดสิว ซึ่งวิธีนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีลักษณะสิวอุดตัน
            5.การใช้แสงกลุ่ม Blue light

วิธีป้องกันและดูแลผิวหน้าระหว่างเป็นสิว
          1.รักษาความสะอาดของใบหน้าและเส้นผม เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและความมันบนใบหน้า
            2.ต้องไม่บีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด
          3.พักผ่อนให้เพียงพอ
          4.รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
          5.เลือกใช้ครีมบำรุงหน้าและเส้นผมที่เหมาะสม ถ้าเกิดอาการแพ้หลังใช้ควรรีบหยุดใช้ทันที
            เห็นไหมว่าการป้องกันไม่ให้เกิดสิวก็ไม่ได้ปฏิบัติยากเย็นอะไร แต่หากเราเป็นสิวแล้วก็ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะปัจจุบันนี้มีวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามาก ใครที่เป็นสิวแล้วไม่รู้จะทำยังไงดีหรือปฏิบัติตามข้างต้นแล้วไม่หายสามารถพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและรักษาให้ใบหน้าสวยใสไร้สิวได้ดังใจฝัน

อาหารที่อาจทำให้เกิดสิว
          เรื่องธรรมดาที่ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ เพราะอาหารนอกจากจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว อาหารยังมีส่วนทำให้เกิดโรคและช่วยป้องกันรักษาโรคได้เช่นกัน ดังนั้นการกินอาหารจึงต้องพิถีพิถันพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ยกตัวตัวอย่างใกล้ตัว อย่าง "สิว" ที่มีคนไข้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีต้นเหตุหรือปัจจัยเสริมของสิวก็มาจากอาหารที่รับประทานนั่นเอง ซึ่งอาหารที่กระตุ้นและก่อให้เกิดสิวมี 3 ประเภทหลัก คือ
            1.นม ผลิตภัณฑ์จากนม Daily Prouct  เช่น นมข้นหวาน ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เค้ก เบเกอรี่ และอาหารที่มีผสมของนม เนื่องจากนมเป็นอาหารย่อยยาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดการหมักหมมในกระเพาะอาหาร และเกิดการเจริญเติบโตของ Yeast ซึ่งเมื่อเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่ถ้าหากเกรงว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่ได้รับจากนม เราสามารถเลือกรับประทานจากอาหารกลุ่มอื่นได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ปลาตัวเล็ก และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซี่ยมจากนมได้
            2.อาหารที่หวานจัด ก็จะเป็นอาหารของ Yeast ในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน ทำให้ Yeast เจริญเติบโตได้ และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Hormone  ทำให้ Hormone ไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เป็นสาเหตุของการเกิดสิวและเพิ่มมากขึ้น
            3.กาเฟอีน จากชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม เป็นตัวกระตุ้นให้ Yeast เติบโตและเกิด Toxin เป็นของเสียในร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย
           
            คนที่มีอาการเกิดสิวมาก เป็นๆ หายๆ หากทำการรักษามาหลายวิธี แต่สิวก็ยังไม่หายขาด อาจทดลองได้โดยการงดอาหารทั้ง 3 กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้นสัก 1-2 เดือน หากผลที่ออกมาทำให้เกิดสิวลดลงหรือไม่เกิดสิวใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้เกิดสิวจากอาหารเหล่านี้ และสามารถแก้ไขปัญหาสิวได้ไม่ยากอีกต่อไป

รหัสงาน E 129993

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สาวน้อย สาวใหญ่ สาวอึ๋ม คลายกังวลกับอาการผิดปกติ ก่อนมีรอบเดือน กันได้แล้ว

ฉบับนี้ขอเอาใจสาวน้อย สาวใหญ่ ที่พบกับความกังวล กับอาการผิดปกติ ของการมีรอบเดือน กันนะครับ
            ก่อนอื่นคลายกังวลในประเด็นแรกก่อนนะครับว่า อาการผิดปกติของการมีรอบเดือน ไม่ได้เป็นโรคร้าย แต่เป็นเพียงกลุ่มอาการ ที่ก่อความกังวลด้านจิตใจและกายชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งอาการที่พบบ่อยมีหลากหลายอาการ และแต่ละอาการไม่ได้เป็นพร้อมกันทั้งหมดก็ได้ บางอาการเกิดขึ้นกับบางคนและบางช่วง อาการที่ว่าอาจพบคือ ปวดท้อง, ปวดศีรษะ, หมดแรง, อ่อนเพลีย, ตัวบวมน้ำ, ทานเก่งขึ้น โดยเฉพาะอาหารรสหวาน รสเค็ม, อารมณ์เปลี่ยนแปลง, โกรธหงุดหงิดง่าย, เป็นสิว, ท้องผูก, ท้องเสีย, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, ปวดท้อง, เจ็บคัดตึงหน้าอก ฯลฯ สารพัดอาการเหล่านี้ โดยทั่วไปเรียกกลุ่มอาการผิดปกติของการมีรอบเดือน ว่า พี เอ็ม เอส ( PMS หรือ Premenstrual Syndrome )

            อาการข้างต้นนี้ ไม่ทราบสาเหตุแน่นอน แต่มีส่วนสัมพันธ์ กับการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน และขาดฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน, หรือสัมพันธ์กับการลดระดับของซีโรโตนินในสมอง, การขาดสารอาหารพวกวิตามินบี 6, วิตามินอี, แคลเซียม, แมกนีเซียม, และพฤติกรรมการทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง, ดื่มแอลกอฮล์ ฯลฯ
            มีงานวิจัยในวงกว้าง พบว่า การทานอาหารไขมันต่ำ, กากใยสูง, การเสริมสร้างสมดุลของฮอร์โมน (โพรสตาแกรนดิน-ซีรี่ส์ 3 สมดุลกับโพรสตาแกรนดิน-ซีรี่ส์ 2), ได้รับแคลเซียมเพียงพอ ฯลฯ ช่วยลดอาการผิดปกติของการมีรอบเดือนได้ ควรทานอย่างต่อเนื่อง ลองดูนะครับ
       
             - แคลเซียม ทานอย่างเพียงพอในปริมาณ 1,000-1,200 มก. ต่อวัน จะช่วยลดปัญหา PMS ลง
             - แมกนีเซียม วันละ 400 มก. จะลดอาการผิดปกติ เช่น น้ำหนักตัวขึ้น, อาการบวมน้ำ, หน้าอกคัดตึง, ท้องอืดบวม, ปวดศีรษะ
             - โปแตสเซียม จะลดอาการท้องบวม, อ่อนเพลีย
             - วิตามินอี จะช่วยลดอาการวิตกกังวล, กินจุ, คัดหน้าอก, อารมณ์หดหู่
             - น้ำมันอิฟนิ่ง พริมโรส มีโอเมก้า 6 ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ลดอาการผิดปกติ ก่อนมีรอบเดือน
             - น้ำมันจากปลาทะเล มีโอเมก้า 3 สร้างสมดุลฮอร์โมน กระตุ้นการไหลเวียนเลือด
             - วิตามินรวม-เกลือแร่รวม ร่วมกับแมกนีเซียม ลดอาการผิดปกติก่อนมีรอบเดือน
             - สารสกัดตังกุย ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน
             - ใยอาหารละลายน้ำ และใยอาหารไม่ละลายน้ำได้แก่ อินนูลิน, โอลิโกฟรุกโตส จะช่วยลดน้ำตาลที่เป็นตัวกระตุ้นเกิดอาการ PMS