วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

ผักเบี้ยใหญ่ ใครว่าเป็นแค่วัชพืช

 ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณผักพื้นบ้านของไทยที่ใช้ประโยชน์ได้มากมาย ใครมองว่าเป็นแค่วัชพืชขึ้นอยู่ริมทางคงต้องเสียดายแน่ ๆ 

          อยากผิวนุ่ม ชุ่มชื้น หน้าตึง ไม่ต้องพึ่งโบท็อกซ์แต่ประการใด เพราะมีงานวิจัยพบว่าผักพื้นบ้านและสมุนไพรไทยที่ชื่อว่า "ผักเบี้ยใหญ่" ช่วยบำรุงผิวพรรณและรักษาพร้อมป้องกันได้อีกสารพัดโรค แต่หลายคนไม่รู้ว่าผักเบี้ยใหญ่ที่ดูคล้ายกับวัชพืชขึ้นตามพื้นดินมีดีขนาดนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาไปรู้จักสรรพคุณของผักพื้นบ้านชนิดนี้กันแล้ว
ผักเบี้ยใหญ่ ชื่อนี้รู้จักดีหรือยัง ?

          ผักเบี้ยใหญ่ ภาษาอังกฤษ คือ โพสเลน (Purslane) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portulaca oleracea  Linn. ชื่อสามัญ คือ Pigweed Purslane จัดอยู่ในวงศ์ PORTULACACEAE ถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับคุณนายตื่นสาย พบได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย และยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อตามแต่ละพื้นที่ เช่น ผักเบี้ยดอกเหลือง, ผักตาโค้ง,ผักอีหลู, ตะก้ง, แดงสวรรค์ เป็นต้น 

ผักเบี้ยใหญ่

ลักษณะทางพฤกษ์ศาสตร์

          ลำต้น : เป็นพืชล้มลุกลำต้นเตี้ย อวบน้ำ เลื้อยทอดไปตามดิน มีสีเขียวหรือม่วงแดง ปลายตั้งชูขึ้นแผ่เป็นผืนใหญ่สูงราว ๆ 5-10 เซนติเมตร

          ใบ : ใบเดี่ยว ออกตรงกลาง มีลักษณะรูปไข่กลับ หรือคล้ายลิ้น ปลายมน โคนเรียวเล็ก ใบหนาเป็นมัน สีเขียว

          ดอก : มีทั้งดอกเดี่ยว หรืออาจออกเป็นช่อแต่ไม่มีก้านดอก ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองสดก้านสั้น มีขนหรือเยื่อบาง ๆ รอบที่โคนดอก

          ผล : มีลักษณะกลมรี เมื่อสุกจะมีสีเหลืองเข้ม เมื่อแก่จะมีสีน้ำตาล

          เมล็ด : มีลักษณะกลมหรือรูปไตสีดำเป็นเงา มีจำนวนมาก 

          ทั้งนี้ ผักเบี้ยใหญ่ขึ้นง่ายตามธรรมชาติ มักพบตามซอกหินซอกกำแพง พื้นดิน
  
ผักเบี้ยใหญ่ ใครว่าเป็นแค่วัชพืช

คุณค่าทางอาหารของผักเบี้ยใหญ่

          จากข้อมูลของกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า ส่วนยอดอ่อนของผักเบี้ยใหญ่ในปริมาณ 100 กรัม ให้คุณค่าทางอาหารดังนี้

          - พลังงาน 37 กิโลแคลอรี
          - โปรตีน 2.2 กรัม
          - ไขมัน 0.3 กรัม
          - คอเลสเตอรอล 7.9 กรัม
          - แคลเซียม 115 มิลลิกรัม
          - ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม
          - เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม
          - วิตามินเอ 2,200 IU
          - วิตามินบี 1 0.06 มิลลิกรัม
          - วิตามินบี 2 0.14 มิลลิกรัม
          - ไนอะซิน 0.8 มิลลิกรัม
          - วิตามินซี 21 มิลลิกรัม


          ทั้งนี้คนนิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อนของผักเบี้ยใหญ่มาทานเป็นผักสด ต้ม ลวก หรือทำเป็นผักสลัด ใส่ในไข่เจียว บ้างก็จิ้มกับน้ำพริก ทำน้ำบูดู หรือทำแกงส้ม เพราะมีรสชาติออกเปรี้ยว

ผักเบี้ยใหญ่

ผักเบี้ยใหญ่ สรรพคุณไม่ใช่น้อย ๆ

          นอกจากสารอาหารที่กล่าวมาแล้ว ผักเบี้ยใหญ่ ยังมีแร่ธาตุอีกมากมาย จึงมีสรรพคุณในการรักษาอาการต่าง ๆ ได้ดี ลองไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง

          ผักเบี้ยใหญ่มีคุณสมบัติในการป้องกันแสง และยังทำให้ใบหน้าผุดผ่อง ชุ่มชื้น รวมทั้งแก้แพ้ ทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หน้าเต่งตึงไม่ต้องฉีดโบท็อกซ์ พ่วงด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นในต่างประเทศจึงนำสารสกัดจากผักเบี้ยไปผสมในเครื่องสำอางสำหรับผิวที่แพ้ง่าย บอบบาง เพราะมีความปลอดภัยมากกว่า  

รักษาอาการทางผิวหนัง

          ผักเบี้ยใหญ่มีสรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นโรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังต่าง ๆ  

ช่วยบำรุงสมอง

          เชื่อไหมว่าผักเบี้ยใหญ่มีโอเมก้า 3 สูงมากกว่าน้ำมันปลาเสียอีก ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการบำรุงสมอง เสริมสร้างความจำ

ผักเบี้ยใหญ่

ลดคอเลสเตอรล ป้องกันโรคหัวใจ

          นอกจากผักเบี้ยใหญ่จะมีโอเมก้า 3 สูงแล้วก็ยังมีไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ ดังนั้นจึงดีต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดด้วย ทานแล้วช่วยลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ที่เป็นไขมันตัวร้าย

แก้ท้องผูก รักษาริดสีดวง

          ผักเบี้ยใหญ่มีเส้นใยอาหารสูงมาก อีกทั้งยังมีความเป็นเมือกลื่น เมื่อทานแล้วจะทำให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น

แก้หวัด แก้ไอ เลือดออกตามไรฟัน
          คนที่เป็นหวัดหรือมีเลือดออกตามไรฟันมักขาดวิตามินซี ซึ่งส่วนลำต้นของผักเบี้ยใหญ่มีวิตามินซีสูงมาก การทานผักเบี้ยใหญ่จึงช่วยป้องกันรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจากการเป็นหวัด รวมทั้งรักษาอาการเหงือกบวม เลือดออกตามไรฟันได้ชะงัด 

          วิธีใช้คือ นำผักเบี้ยใหญ่ส่วนเหนือดิน (สด) 1 กำมือ ล้างน้ำให้สะอาด โขลกคั้นเอาน้ำ กรองเอากากทิ้ง ผสมน้ำผึ้งลงไป 1 ช้อนโต๊ะ จิบกินแก้หวัด ระงับอาการไอ

          นอกจากนี้ ผักเบี้ยใหญ่ ยังช่วยแก้ร้อนใน แก้ตัวร้อน แก้ไข้ในเด็ก รักษาโรคภูมิแพ้ บำรุงไขข้อ ทำให้ดวงตาไม่แห้ง แก้บิด ลำไส้อักเสบ แก้ท้องร่วง อีกทั้งมีสิทธิบัตรในการต้านโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเตานม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ ฯลฯ ขณะที่ในต่างประเทศก็ยังนำผักเบี้ยใหญ่ไปใช้ในการบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ เช่นกัน

ผักเบี้ยใหญ่

สรรพคุณผักเบี้ยใหญ่ตามตำรับยา

          - ใบ : แก้ไอแห้ง แก้ขัดเบา เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ ตำพอกหรือทาแก้แผลอักเสบบวม แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวงทวารปวดบวม  

          - ทั้งต้น : แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้แผลเน่าเปื่อยเป็นหนองเรื้อรัง แก้เหงือกบวม แก้เจ็บคอ เลือดออกตามไรฟัน แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยหล่อลื่นลำไส้ ช่วยห้ามเลือด

          - เมล็ด : ใช้ขับพยาธิ เป็นยาระบายอ่อน ๆ ช่วยขับปัสสาวะได้

          - น้ำคั้นของต้น : นำมาทาแก้แผลแมลงกัดต่อย หรือนำมาดื่มแก้หนองใน ปัสสาวะขัด 

วิธีและขนาดที่ใช้

          ใช้ต้นแห้งหนัก 10-15 กรัม (ต้นสดหนัก 60-120 กรัม) ต้มเอาน้ำ หรือคั้นเอาน้ำกิน ใช้ภายนอก ผิงไฟให้แห้งลบดเป็นผงผสมน้ำทา หรือต้มเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น

ข้อควรระวัง 

          - สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน 
          - ผู้ป่วยโรคไตควรระมัดระวังในการใช้ เพราะใบสดของผักเบี้ยใหญ่มีกรดออกซาลิกสูง อีกทั้งยังมีปริมาณโพแทสเซียมสูง จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อน
          - คนธาตุอ่อนท้องเสียง่ายไม่ควรรับประทาน 

          ผักพื้นบ้านและสมุนไพรของไทย ๆ นี่ล่ะเป็นยาขนานเอกที่คนโบร่ำโบราณนำมาใช้รักษาอาการเจ็บป่วย แม้ว่าสมัยนี้คนเจ็บไข้ได้ป่วยจะหันไปพึ่งยาแผนปัจจุบัน แต่ก็ยังมีการนำสมุนไพรไทยมาร่วมใช้บำบัดรักษาอยู่ไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือ "ผักเบี้ยใหญ่" ของดีใกล้ตัวที่หาได้ไม่ยากเลย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน, คมชัดลึก
ไทยเกษตรศาสตร์
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์
กรมส่งเสริมการเกษตร
อภัยภูเบศร

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

ความลับของยาคูลท์

ยาคูลท์ ชื่อนี้เราคงได้ยินจนคุ้นหูสำหรับบางคนนั้นเกิดมาก็เจอยาคูลท์แล้ว แต่…..จะมีสักกี่คนที่รู้จักประโยชน์ของมัน วันนี้เราเลยอยากนำเสนอเกร็ดเล็กๆที่เกี่ยวกับยาคูลท์มาฝากกันค่ะ พิเศษ!! แถมท้ายกับเรื่องลับๆที่เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับยาคูลท์ แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันก่อนดีกว่าค่ะ

ยาคูลท์ เป็นผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวที่มีจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์นับพันล้านตัว ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งได้มาจากการหมักนมกับน้ำตาลกลูโคส โดยใช้จุลินทรีย์ชิโรต้า ยาคูลท์ไม่ใช่เป็นเพียงนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ต แต่เป็น “โพรไบโอติก (Probiotics)” หรืออาหารเสริมที่มีแบคทีเรีย หรือจุลินทรีย์ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย จุลินทรีย์ชิโรต้า หรือ แลคโตบาซิลลัส คาเซอิ สายพันธุ์ ชิโรต้า ได้ถูกคัดเลือกมาโดยเฉพาะ เพราะมีความสามารถทนต่อสภาวะความเป็นกรดที่รุนแรงในกระเพาะอาหารของคนเรา และทนต่อความเป็นด่างที่รุนแรงของน้ำดี สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ในลำไส้ และให้ประโยชน์ต่อสุขภาพของเราได้

12 เรื่องลับของยาคูลท์..ที่คุณ(อาจ)ไม่เคยรู้!!

1. ชื่อเป็น ยา!!! ยาคูลท์เป็นนมเปรี้ยวสัญชาติญี่ปุ่น 1000% แปลกตรงที่ชื่อไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นทั้งที่ประเทศนี้ชาตินิยมจัดมาก YAKULT เป็นภาษา Esperanto (ภาษาประดิษฐ์ของหมอรัสเซีย) มาจากคำว่า “Jahurto” มีความหมายเท่ากับ “yoghurt” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “การมีอายุยืนยาววววววว”!!!
2. ยาคูลท์เคยขวดแก้ว  ตั้งแต่ปี 1935 …“ยาคูลท์” เคยใช้ขวดแก้วใสกริ้งมาตลอดๆ สรีระของขวดมีแรงบันดาลใจจาก “ Kokeishi” ตุ๊กตาโบราณจนกระทั่งปี 1968 ปรับเปลี่ยนมาใช้ขวดพลาสติกแบบที่เราเห็น ๆ ในปัจจุปันเพราะ “ต้นทุนถูกกว่า” และ “น้ำหนักเบากว่า” ขวดแก้ว-รวมกันหลายขวดก็หลายกิโลทำให้สาวยาคูลท์ในยุคใหม่ไม่ต้องแบกขวดแก้วหนักเกินเหมือนในอดีต!
3. ถามสาวยาคูลท์…ดูสิคะ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อยาคูลท์ในอดีตเป็นแม่บ้าน การมีคนส่งยาคูลท์เป็นผู้หญิงและแนะนำเรื่องสุขภาพให้ผู้หญิงด้วยกันฟังจะทำ ให้รู้สึกสนิทใจกันมากกว่า ประหนึ่งรายการผู้หญิงถึงผู้หญิงนั่งเม้าส์ม้อยส์ เพราะฉะนั้น “สาวยาคูลท์” จึงถือกำเนิดขึ้นมาด้วยเหตุนี้ตั้งแต่ ค.ศ. 1963!!
4. ตั้งแถว – ตบมือ – สู้โว้ย!! บริษัทยาคูลท์ประเทศญี่ปุ่นมีธรรมเนียมแสนเก๋จนต้องยกนิ้วให้ เพราะพนักงานในบริษัทยาคูลท์ และ พี่ๆ ร.ป.ภ.จะตั้งแถวตบมือทุกครั้ง เมื่อสาวยาคูลท์ญี่ปุ่นออกไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อเรียกขวัญกำลังใจ-สู้ โว้ย!!!!
5. อหิวาตกโรค จุดพลิกยาคูลท์ไทย จุดที่พลิกผันจริง ๆ คือ…เมื่อปี 2515 เกิดอหิวาตกโรคระบาดแถวปากน้ำ จ.สมุทรปราการ บริษัทยาคูลท์ไทยนำยาคูลท์เพื่อเยียวยาอาการผู้ป่วย ซึ่งตอนนั้นมีที่อาการหนักอยู่ 3 คน ซึ่งถ้าผู้ป่วยจะใช้ยาคูลท์แทนยาจะต้องหยุดดื่มยาทั้งหมด และต้องดื่มยาคูลท์ต่างน้ำ
ปรากฏว่าสามชั่วโมงผ่านไป….
คนไข้ที่ดื่มยาคูลท์หยุดถ่าย และกลายเป็นกระแส Talk Of The town ณ.บัดNow!!
6. ยาคูลท์ไทยมีไซส์เดียว??? ยาคูลท์รอบโลกมีไซส์ที่แตกต่างกัน เช่นขวดไซส์ 100 มล. เห็นดาดดื่นที่ สิงค์โปร์ ไต้หวัน และจีน แต่ที่นี่ประเทศไทย มีไซส์เดียวตลอดกาลนั่นคือ 80 มล. และขนาดนี้ก็มีขายเฉพาะ เกาหลี มาเลเซีย และอเมริกาเท่านั้น เพราะไซส์นี้มีจุลินทรีย์แลคโตบัลซิลัสมากกว่า 8,000 ล้านตัว
เชื่อว่าเพียงพอสำหรับการสร้างสมดุลภายในลำไส้เหมาะกับคนไทย
และที่สำคัญ….ถ้ากระซวกมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียขี้แตกขี้แตนไม่รู้ตัว!!
7. คอคอด…บอกอะไร!! แค่เห็นเงาก็รู้แล้วว่าเป็นยาคูลท์!!! เพราะขวดนมเปรี้ยวยี่ห้อนี้ดีไซน์ขวดเป็นเอกลักษณ์สุดๆ โดยเฉพาะ “คอคอด” ซึ่งเชื่อว่าให้ถือสะดวกและลิ้มรสช้าๆ จะได้ไม่ดื่มทีเดียวหมด!!
8. ยาคูลท์สูตรจุลินทรีย์ทะลัก! Yakult 400LT คือสูตรเด็ดสำหรับคนรักจะถ่าย (อึ) ให้คล่อง เพราะยาคูลท์ขวดนี้ลดความหวาน ลดแคลอรีหลายเท่าตัว แต่เพิ่มแลคโตบัลซิลัสตระกูล Shirota เกือบ 400,000 ล้านตัวต่อขวด!! จากไซส์ปกติมีเพียง 6.5 พันล้านหรือให้เต็มที่ก็แค่ 3 แสนล้านตัวเท่านั้น!!!!
9. อุณหภูมิที่ยาคูลท์ลั้ลลา!!! เลือกซื้อยาคูลท์จากตู้แช่ที่เก็บไว้ในอุณหภูมิต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส เพราะดีกรีหนาวเยี่ยงนี้จะทำให้ได้จุลินทรีย์ลั้ลลาและพร้อมจะทำงานให้เรา ได้เต็มทีคะ
10. ว้าว….เครื่องสำอางยาคูลท์!!!! กาลครั้งหนึ่ง ณ. 1971… ยาคูลท์นึกเปรี้ยวอยากให้ผู้หญิงญี่ปุ่นงามหมดจรดปลายเท้า สกัดแบคทีเรียพันธุ์ดีอย่างแลคโตบัลซิลัสเป็นเครื่องสำอางครบทุก LINE มีสาวยาคูลท์เคาะประตูขายตรงถึงหน้าบ้านจนกระทั่งขายในซาลอนอย่างเอิกเกริก
หลังจากนั้นอีก 10 ปี…เครื่องสำอางสายพันธุ์ยาคูลท์ต้องโบกมือลาหนังหน้าสาวๆ เพราะผู้บริหารอยากจะ FOCUS เฉพาะนมเปรี้ยว-ไม่อยากให้เลอะเทอะไปกว่านี้!!!
11. ขวดนี้สตรีขอจอง!! แม้ยาคูลท์ไทยแลนด์ ( หรือเกือบทั่วโลก) จะมีรสชาติสุดคลาสสิคชูโรง ซึ่งบางครั้งสาวกยาคูทล์แอบเซ็งเพราะอยากลองจิบ&ลิ้มรสชาติใหม่ๆ บ้าง แต่สำหรับประเทศต้นตำรับอย่างญี่ปุ่นก็ขยันออกสูตรใหม่ให้เปิดซิงตลอด อย่างเช่น “Yakult SHEs” เจาะกลุ่มสตรีรักสวยรักงามเป็นการเฉพาะ เพราะนมเปรี้ยวสูตรนี้อัดแน่นด้วยแคลเซียม ,เหล็ก และที่สำคัญคือคอลาเจน!!
12. ยาคูลท์กำจัดกลิ่นหอยเปรี้ยว??? ความเชื่อที่ว่า ดื่มยาคูลท์แล้ว ช่วยกำจัดกลิ่นจากจุดซ่อนเร้น เนื่องจากเชื่อกันว่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ชื่อว่า “แลคโตบาซิลัส” ในยาคูลท์เข้าไปทำลายเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวการในการสร้างกลิ่นเหม็นให้กับหุบเขาเร้นรักของคุณเพื่อนสาวทั้ง หลายได้ ขอบอกตรงนี้ดังๆ ชัดๆ ว่า…. “มันไม่เป็นความจริงคะ” !!!

กล้วย ที่ไม่กล้วยอย่างที่คิด

13 ประโยชน์จากกล้วย ที่ไม่กล้วยอย่างที่คิด ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบของถูกแต่ดี หาซื้อง่าย กล้วยนี่ล่ะคือคำตอบ เพราะผลไม้ชนิดนี้อุดมไปด้วยคุณประโยชน์แบบที่คุณขาดไม่ถึง!!

1. ลดอาการเสียวท้อง กล้วยเป็นยาลดกรดโดยธรรมชาติอยู่แล้วเวลาท้องอืดถ้าได้ทานกล้วยสัก 2-3 ลูก ไม่นานคุณจะรู้สึกสบายขึ้น วิธีนี้เหมาะจะเอาไว้ใช้เวลาเดินทางไกลๆ ที่หาร้านขายยายากด้วยค่ะ
2. ตื่นเช้าอย่างสดใส คนที่มักตื่นขึ้นมาพร้อมอาการมึนหัว หงุดหงิด ใจสั่น นั่นเป็นเพราะหลายชั่วโมงที่นอนหลับ น้ำตาลในเลือดของเราลดต่ำลง แต่เรื่องแค่นี้กล้วยช่วยได้ น้ำตาลฟรุตโตสในกล้วยเป็นกรดโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ช่วยให้อาการมึนหัวและอารมณ์แย่ๆ หายเร็วทันใจ
3. ปกป้องลำไส้ ช่วงไหนรู้สึกว่าโรคกระเพาะกำลังเล่นงาน อย่าลืมเพิ่มกล้วยเข้าไปในเมนูอาหารทุกมื้อค่ะ นอกจากจะทานง่าย ไม่ต้องยุ่งยากเวลาย่อยแล้ว กล้วยยังมีสารบางอย่างคล้ายนมที่จะเข้าไปเคลือบกระเพาะของเรา แผลในลำไส้ซึ่งเป็นตัวการเกิดโรคกระเพาะจะได้สมานตัว
4. หยุดโรคโลหิตจาง กล้วยเป็นยาดีที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนที่กำลังเป็นโรคโลหิตจาง เพราะมันมีธาตุเหล็กจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด โลหิตจางๆ ของคุณจะได้กลับสู่สภาวะเข้มข้นปกติ เลิกหน้ามืดเป็นลมกันเสียที
5. ป้องกันความดันโลหิต องค์การอาหารและยาของอเมริกาเลือกให้กล้วยเป็นอาหารที่ดีที่สุดในการฟื้นฟู และป้องกันโรคความดันโลหิต เพราะมันมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก แต่มีปริมาณเกลือต่ำ เพอร์เฟ็คท์สำหรับร่างกายของคนเป็นความดันสุดๆ
6. เลิกบุหรี่ต้องกินกล้วย คนที่ประสบการณ์เลิกบุหรี่มาแล้ว คงรู้ดีว่าความรู้สึกในตอนนั้นมันทรมานขนาดไหน แต่ถ้าได้กินกล้วยเป็นประจำความทรมานนี้จะลดลง เนื่องจากในกล้วยมีวิตามินซี เอ บี 6 บี 12 โพแทสเซียม และแมกนีเซียมสูงปรี๊ด สารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว คุณจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่าจนไม่ค่อยจะโหยหานิโคตินเท่าไร
7. เรียนเก่งเพราะกินกล้วย โพแทสเซียมในกล้วยช่วยเพิ่มกำลังสมองให้เราได้ ถ้าวัยรุ่นที่ต้องท่องหนังสือเป็นประจำกินกล้วยเป็นอาหารเสริมทุกมื้อ คแนนสอบของคุณจะพุ่งฉิวเดินยืดโชว์พาวได้ทั้งโรงเรียนเลย เรื่องนี้ผลวิจัยเขายืนยันมาจ้า
8. ลดอาการซึมเศร้า โรคนี้ใครที่เคยเป็ฯจะรู้สึกว่าทรมานมาก แต่จากการสำรวจพบว่าความรู้สึกซึมเศร้าจะลดลงหลังจากได้กินกล้วย เพราะร่างกายได้รับโปรตีน trypotophan ที่จะถูกเปลี่ยนให้เป็นสารแห่งความสุขที่ชื่อเซโรโทนิน รู้อย่างนี้แล้วคนที่อยากอารมณ์ดีตลอดเวลาคงต้องเพิ่มกล้วยเจ้าไปในเมนูอาหารประจำวันแล้วละ
9. ลดอาการเมาค้าง ในกรณีที่คุณเป็นผีเสื้อราตรี ชอบออกไปเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนแล้วกลับถึงบ้านในสภาพเมาปลิ้นสิ้นแรง ก่อนเข้านอนควรทานน้ำกล้วยปั่นใส่น้ำผึ้งก่อน 1 แก้ว กล้วยจะไปเคลือบกระเพาะไม่ให้หิวกลางดึก และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสมดุล น้ำผึ้งเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า ควบคุมระดับน้ำตาลระหว่างหลับ ตื่นขึ้นมาคุณจะมีอาการเมาค้างน้อยมากถึงมากที่สุด
10. แก้ปัญหาท้องผูก กล้วยเป็นยาระบายอ่อนๆ ของไทยเรามตั้งแต่โบราณ โดยเฉพาะกล้วยน้ำว้า แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นกล้วยสุกเท่านั้น ส่วนกล้วยดิบอาจทำให้ลำไส้อุดตัน กินแล้วปมในท้องจะขมวดเกลียวผูกหนักยิ่งกว่าเดิม
11. ป้องกันเส้นเลือดฝอยแตก กล้วยช่วยคุณได้ ผลวิจัยในวารสาร “The New England Journal of Medicine” บอกว่าการกินกล้วยเป็นประจำสามารถลดอันตรายที่เกิดกับเส้นโลหิตแตกได้ถึง 40%
12. ไดเอทด้วยกล้วย ที่ญี่ปุ่นมีวิธีไดแอทที่เคยฮิตอยู่ช่วงหนึ่งเรียกว่า “บานาน่า ไดเอท” หรือไดเอทด้วยการกินกล้วยแสดงว่ากล้วยสามารถช่วยให้น้ำหนักตัวลดลงได้เหมือนกัน เพราะมันสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยให้ไม่หิวบ่อย คนที่กินกล้วยทุกๆ 2 ชั่วโมงจะไม่ค่อยอยากอาหาร ไม่ต้องทานจุกจิก ที่สำคัญถึงจะกำลังไดเอทคุณก็ไม่หงุดหงิด เพราะได้ช่วยช่วยดีๆ อย่างวิตามินบี 6 และโปรตีน trypotophan นั่นเอง
13. กำจัดหูด เรื่องนี้คนไทยโบราณทำกันมานานแล้ว แต่คนรุ่นใหม่อย่างเราอาจยังไม่รู้ว่าหูดกับกล้วยเป็นอะไรที่เข้ากั๊นเข้ากัน เพียงแค่คว่ำเปลือกกล้วยลงไปบนหูดให้ส่วนที่เป็นตัวยางแนบติดกับหูด แปะพลาสเตอร์ทับไว้ให้เปลือกกล้วยไม่เลื่อนทำทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์เม็ดหูดจะเล็กลงและหลุดไปเอง
แหล่งที่มา: นิตยสาร SPICY